"สมคิด" มอบนโยบายตลาดหลักทรัพย์ เตรียมเสนอ ครม.ตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อกำหนดแผนงานในอนาคต
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบนโยบายคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง
โดยนายสมคิด กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้าพิจารณาการตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อกำหนดแผนงานสำหรับตลาดทุนไทยในอนาคต ดังนั้น จึงให้นโยบายกับผู้บริหารของ ตลท. ให้กำหนดทิศทางของ ตลท. และตลาดทุนเป็นไปตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ให้เกิดความยั่งยืน และเป็นประเทศที่มีรายได้สูง หรือ S – CURVE โดยให้ ตลท.ชักจูงเอกชนเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของประเทศ 2 ลักษณะ คือการชักชวนบริษัทที่มีศักยภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล เช่น อุตสากรรมดิจิตอล อาหารชั้นสูง เมดิคัล และปิโตรเคมี ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และให้ตลาดหลักทรัพย์นำเงินกองทุนพัฒนาตลาดทุนเข้ามาร่วมลงทุน หรือ venture capital ในบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่ดำเนินธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อช่วยเหลือการเริ่มต้นธุรกิจ ( Start Up) เพราะเอสเอ็มอี ในต่างจังหวัดที่มีประสิทธิภาพแต่มีทุนน้อย จึงต้องเข้าไปช่วยสนับสนุนด้านเงินทุน และเมื่อบริษัทมีความพร้อมและแข็งแกร่งก็จะเข้ามาระดมทุนในตลาดเอ็มเอไอต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพให้ตลาดหลักทรัพย์ต่อไป
นอกจากนี้ ให้นโยบาย ตลท.เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพราะมาตรฐานตลาดหลักทรัพย์ไทยสูงขึ้นมาก หากเชื่อมโยงกับตลาดสิงคโปร์ได้จะเกิดศักยภาพและพลังเพิ่มขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดหุ้น CLMV จูงใจให้บริษัทในประเทศเหล่านี้มาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแค๊ป ให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีความโดดเด่นมากขึ้น รวมทั้งให้ตลาดหลักทรัพย์โปรโมทตลาดตราสารหนี้ให้นักลงทุนและเอกชนเข้าถึง เพื่อใช้ในการระดมทุนด้วย
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ประเทศไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และ CLMV และความสามารถตลาดทุนไทยสูงกว่า หากบวกกับความเจริญของสิงคโปร์จะทำให้มีพลังมากขึ้น ซึ่งสิงคโปร์มีความสนใจเช่นกัน โดยการเชื่อมโยงจะสามารถซื้อขายหุ้นข้ามตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อพัฒนาตลาดทุนไทย เพราะหากทิ้งไว้อย่างนี้ความโดดเด่นของตลาดหุ้นไทยจะหมดไป เพราะจำนวนบริษัทจดทะเบียนจะมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ต้องมีการสร้างความโดดเด่นให้นักลงทุนสนใจให้ได้ สร้างมิติใหม่ให้ได้






