วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รวยบุญ' แฟชั่นสวย ช่วยสังคม

“รวยบุญ” คือ กิจการเพื่อสังคมของคนรุ่นใหม่ ที่อยากทำธุรกิจให้มีกำไร และได้ช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกันด้วย

“เราจะสร้างรายได้และสร้างบุญไปพร้อมกันได้อย่างไร?”

คำถามที่ซ่อนอยู่หลังนามบัตรของ “โบว์-บุษยรัตน์ ผัดผล” คนรุ่นใหม่วัย 26 ปี ผู้ก่อตั้ง “รวยบุญ ผ้าธรรมชาติ” กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จากจังหวัดน่าน

เราได้นามบัตรแนะนำตัวเองของผู้ประกอบการน้องใหม่ ในวันที่เธอมาร่วมงาน “VolksKraft Art & Craft Market” ตลาดนัดของคนรักผ้า ที่อารีย์การ์เด้น เมื่อวันก่อน และออกจะสะดุดหูอยู่มาก กับชื่อ “รวยบุญ”

“เริ่มจากอยากทำธุรกิจ แต่ต้องการเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือผู้คนด้วย คอนเซ็ปต์ง่ายๆ คือ ต้องรวย แล้วได้บุญด้วย”

เธอบอกที่มาของชื่อ ที่ดูจะเหมาะเจาะลงตัวเอามากๆ เมื่อบังเอิญมีพ่อชื่อ “รวย” และแม่ชื่อ “บุญ” เลยเป็นที่มาของ “รวยบุญ” ซึ่งเปิดตัวสู่ตลาดไปเมื่อ 5 เดือนก่อน

เสื้อผ้าดีไซน์น่ารักน่าชัง ดูทันสมัยและเข้ากับคนรุ่นใหม่ เป็นฝีมือการออกแบบของเธอเอง หากทว่าเธอไม่ใช่ดีไซเนอร์ แต่เรียนจบ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระหว่างธุรกิจ และงานออกแบบ เธอดูจะผูกพันกับงานเพื่อสังคมมากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อมีคุณพ่อเป็นประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน (สำรวย ผัดผล) เลยได้คลุกคลีกับงานเพื่อสังคมมาตั้งแต่เด็ก ถึงวันนี้เธอก็ยังแวะเวียนไปช่วยงานอยู่บ่อยครั้ง

นอกจากงานเพื่อสังคม เธอยังชอบและหลงใหลในผ้าธรรมชาติ เธอเล่าว่า แม่เคยเย็บผ้าส่งให้กับโครงการหลวง เพื่อส่งออกมาก่อน จนวันหนึ่งก็เลิกทำไป หากใครจะคิดว่าวันนี้ ลูกสาวอย่างเธอจะกลับมารื้อฟื้นงานผ้าขึ้นมาอีกครั้ง

“ด้วยความที่ชอบขายของ ชอบผ้า และชอบแต่งตัว เลยกลับมาหาสิ่งที่ชอบ นั่นคือทำเสื้อผ้าขาย แต่จะใช้ผ้าแบบไหนถึงจะแตกต่าง เลยนึกถึงผ้าธรรมชาติ ซึ่งสมัยยังทำกิจกรรมกับค่ายเยาวชน มีโอกาสไปเรียนทำผ้ามัดย้อมกับป้าๆ ที่น่านมาก่อน พอคิดทำธุรกิจ เลยเริ่มจากกลับไปหาป้าๆ ที่เคยสอนทำผ้า”

เด็กสาวนักกิจกรรม เริ่มออกเดินทางเพื่อต่อจิ๊กซอว์ความฝันของตัวเอง เธอขับรถไปตามชุมชนต่างๆ ในน่าน เพื่อเสาะหาแหล่งทำผ้าสีธรรมชาติ โดยเริ่มจากชุมชนบ้านโป่งคำ ที่เคยไปเรียนทำผ้าเมื่อยังละอ่อน ก่อนขยายไปยังชุมชนอื่นๆ ระหว่างนั้นก็รื้อฟื้นวิชาผ้าของตัวเองขึ้นมาด้วย

“ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรเลย เริ่มจากทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งแรกได้ผ้ามาแค่ 10 เมตร ตัดชุดได้ 3 ชุด ทำคอลเลคชั่นอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ คนอื่นเปิดร้านมีเสื้อผ้าอยู่เต็มร้าน แต่รวยบุญมีแค่ 3 ชุด”

เธอหัวเราะให้กับความคิดง่ายๆ ของตัวเอง ก่อนกลับมาตั้งหลักใหม่ โดยเริ่มจากไปตระเวนซื้อผ้ามาเพิ่มขึ้น โดยใช้ทุนส่วนตัวและ เงินสนับสนุน “ปลอดดอกเบี้ย” จากครอบครัว จนได้เงินมาประมาณ 1.2-1.3 แสนบาท จากนั้นก็นำไปซื้อผ้าจากป้าๆ พอได้ผ้ามา ก็ไปหาช่างที่เชี่ยวชาญช่วยตัดเย็บให้

“ส่วนการดีไซน์ วาดเหมือนการ์ตูนเลย เพราะหนูไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ และไม่ได้เรียนมาทางนี้ ก็แค่วาดแล้วไปบอกช่างว่าอยากได้ชุดแบบนี้ โชคดีมากที่ได้ช่างที่ทำงานเร็วและเข้าใจวัยรุ่น เลยสามารถตัดเย็บออกมาตามแบบที่ต้องการได้”

แม่ค้าวัยรุ่น ทำเสื้อผ้าแฟชั่นที่หวังจะให้วัยรุ่น คนรุ่นใหม่ได้สวมใส่ เธอย้ำชัดว่า เป้าหมายไม่ใช่คนสนใจผ้าไทย หรือเป็นแฟนคลับของผ้าธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว แต่หวังจะสร้าง “ตลาดใหม่” โดยเปลี่ยนคนที่ไม่เคยสนใจผ้าไทยเลย ให้เกิดอาการอยากใช้ อยากลอง ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และโดนใจวัยรุ่น

ส่วนราคาขายก็ตั้งไว้ที่ 590-1,390 บาท เธอว่าในความเป็นจริงควรขายได้แพงกว่านี้ แต่เธอคิดว่า พอแล้วกับการทำกำไรแค่นี้ โดยเฉพาะเมื่อมีกลุ่มเป้าหมายเป็นแค่วัยรุ่น ที่ยังไม่สามารถหาเงินใช้เองได้

“การตั้งราคาก็ตบตีกับตัวเองอยู่พอสมควร ว่าจะค้าขาย หรือจะทำเพื่อสังคมดี เพราะทุกครั้งที่ตั้งราคา จะรู้สึกผิดอยู่ตลอด อย่างถ้าราคาเริ่มสูงไป แล้วคนซื้อจะรู้สึกอย่างไร หรือถ้าตั้งต่ำไป แล้วป้าๆ ที่ทอผ้าเขาจะได้กำไรไหม”

เธอบอกโจทย์ยากของการทำธุรกิจ ที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง เลยคิดจากแค่ตั้งราคาที่ “สมเหตุสมผล” พอให้คนซื้อเข้าถึงได้ คนทอมีกำไร ขณะที่คนทำธุรกิจอย่างเธอก็พออยู่ได้ด้วย

เสื้อผ้ารวยบุญ มีขายทั้งในออนไลน์ที่ Facebook/ruayboonshop หรือ Line : ruayyboonn และมีหน้าร้านในเมืองน่าน เพื่อให้เหล่าคนรักผ้าและอยากช่วยสังคม ได้ไปร่วมช้อป ร่วมชม และร่วมอิ่มบุญไปกับพวกเขา

โมเดลของรวยบุญในวันนี้ เริ่มจากช่วยเหลือสังคมด้วยการไปซื้อผ้าของชาวบ้านมาขาย โดยหวังว่าอย่างน้อยคนทำผ้าจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนคนที่ล้มเลิกไปแล้ว จะได้กลับมารื้อฟื้นการทำผ้าขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนต่อไปจะขยายจากผ้า มาเพิ่มสินค้ากลุ่มออร์แกนิกส์เข้ามาด้วย ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องผลิตเอง หรือเป็นแบรนด์รวยบุญเท่านั้น แต่อยากสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยที่รวยบุญจะเป็นช่องทางทำตลาดให้

ส่วนโมเดลในฝัน คือหากมีรายได้เพิ่มขึ้น เธออยากแบ่งกำไร มาทำเรื่องเด็กและเยาวชนในจังหวัดน่าน เพื่อรื้อฟื้นพลังของกลุ่มเด็กให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เหมือนสมัยที่เธอยังร่วมเป็นหนึ่งในนั้น

“สมัยก่อนเวลาทำค่ายเยาวชนหรือไปออกบูธตามต่างจังหวัด จะมีสินค้าของเด็กและเยาวชนในแต่ละอำเภอไปออกด้วย ซึ่งตรงนั้นเป็นการแสดงพลังของเด็กๆ ที่เข้มแข็งมาก แต่กลายเป็นว่าพอเราเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่มีรุ่นน้องมาสืบทอดต่อเลย ในอนาคตพอธุรกิจอยู่ตัวแล้ว จึงอยากแบ่งกำไรบางส่วนมาส่งเสริมกิจกรรมของเด็กและเยาวชนด้วย” เธอบอกความฝัน

ก่อนเป็นนักธุรกิจเพื่อสังคม บุษยรัตน์ เคยทำงานเป็นนักวิจัยที่ศูนย์ข้าวมาก่อน แต่ก็ลาออกมาเพราะอยากกลับมาบ้าน และได้ช่วยสังคมไปพร้อมกันด้วย เธอเลือกเส้นทางนี้ทั้งที่ยอมรับว่า “เหนื่อย” และแทบจะไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ แต่ที่ทำเพราะผลตอบแทนที่ชื่อ “ความสุข”

“ก็ไม่ได้หวังว่าจะเป็นเถ้าแก่หรืออะไร แต่ยึดความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้ง ความสุขที่ไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น เพราะถ้าเราจะทำธุรกิจแต่ยังต้องไปเบียดเบียนใคร ต่อให้มีเงินมากมาย สุดท้ายวันหนึ่งถ้าเราล้ม เราจะรู้สึกแย่และเจ็บมาก แต่ถ้าเราทำธุรกิจที่ค่อยๆ โต แล้วได้ช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย ถ้าวันหนึ่งเราล้ม เราจะมีคนคอยพยุงอยู่ข้างหลัง”

เหมือนวันที่เธอเคยหมดทุน ก็ยังมีป้าๆ ให้ผ้ามาทำก่อน ขณะที่ช่างก็ยอมทำให้ก่อนโดยไม่คิดเงิน พ่อกับแม่ยังคอยให้กำลังใจ ส่วนคนรอบข้างยังส่งเสียงเชียร์สนับสนุน ซึ่งแรงใจเหล่านี้จะคอยพยุงให้เธอลุกในวันที่ต้องล้ม

อีกหนึ่งความฝันของคนรุ่นใหม่ ที่อยากทำธุรกิจ ทว่าธุรกิจของเธอนั้น ต้องรวย และได้บุญด้วย