มุมมองบวก
คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ ตามตลาดหุ้นโลกและภูมิภาคจากมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2016 ทั้งของโลกและภายในประเทศ ภายในประเทศแผนเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้กรอบเอกชน-รัฐบาล และมุมมองบวกต่อการส่งออกน่าจะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน ของโลกดัชนี PMI ที่ดีกว่าคาดจากหลายประเทศในยุโรป และการที่ MSCI จะนับรวม ADR ของหุ้นจีนในการคำนวณดัชนี MSCIEM ยิ่งช่วยตลาด
หุ้นเด่นวันนี้: SGP (ราคาปิด 11.70 บาท;NR; ราคาเป้าหมาย IAA consensus 14.95 บาท)
เราเลือกบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) (SGP) เป็นหุ้นเด่นในวันนี้จากผลประกอบการที่จะ Turnaround ในปีนี้ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังมีความน่าสนใจ โดย SGP เป็นผู้จัดจำหน่ายก๊าซ LPG รายใหญ่ของประเทศผ่านสายการผลิตที่ครบวงจร ครอบคลุมกับความต้องการทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงภาคขนส่งและยานยนต์ นอกจากนี้ SGP ยังมีการขยายธุรกิจขาย LPG ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2553 ได้แก่ ประเทศจีน เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย อย่างไรก็ตามในปี 2557 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ต้องเผชิญกับผลขาดทุนสุทธิเป็นครั้งแรกจากหน่วยธุรกิจในต่างประเทศ หลังจากที่ราคา LPG ในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วตามทิศทางราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามบนสมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ทำให้เราเชื่อว่าผลประกอบการที่ตกต่ำในปีที่แล้วจะเป็นจุดต่ำสุดและจะฟื้นตัวนับจากนี้ ซึ่งจะเห็นได้จากผลประกอบการครึ่งปีแรกปีนี้ที่เริ่มพลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิ 403 ลบ. จากขาดทุนสุทธิ 266 ลบ. ในงวด 1H57 แม้เรามองว่าตลาด LPG ในประเทศจะค่อนข้างอิ่มตัวแล้วแต่ยังเห็นศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคตจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนซึ่งยังมีปริมาณการบริโภค LPG ต่อประชากรที่น้อยกว่าไทยอยู่มาก จากประมาณการกำไรสุทธิโดย Bloomberg consensus พบว่า EPS ในปีนี้จะอยู่ที่ 1.19 บาท/หุ้น พลิกจากขาดทุนสุทธิ 0.56 บาท/หุ้นในปีที่แล้ว ก่อนจะขยายตัวเป็น 1.23 บาท/หุ้นในปี 2559 ขณะที่ราคาหุ้นยังมีความน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ระดับ PBV ปีนี้ที่เพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 2.0 เท่าอยู่ราว 1.5 S.D. นอกจากนี้ SGP ยังมีประวัติการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ โดยสามารถคาดหวังอัตราผลตอบแทนเงินปันผลต่อปีได้ราว 4.3% ในปีนี้และปีหน้า ในส่วนของ Price Pattern ของ SGP คาดว่าจะมีความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ หลังจากที่ได้กลับมาเกิดทั้ง Weekly & Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ ทั้งนี้หาก SGP ปิดตลาดเหนือ 11.70 บาท จะทำให้กลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่เช่นกันและกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่อย่างเต็มตัว โดยในระยะสั้นหาก SGP สามารถกลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ได้สำเร็จ คาดว่าจะได้เห็นการปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายเบื้องต้นที่ 13.60 บาทต่อไป และหากมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะปิดตลาดเหนือ 13.60 บาทได้ คาดว่าจะได้เห็นการปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายสำคัญที่ 16.40 บาท (แนวต้าน: 11.90, 12.10, 12.40; แนวรับ: 11.50, 11.20, 11.00)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• ผู้ส่งสินค้าทางเรือมองบวกต่อการเติบโตในปี 59 สภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือคาดการณ์ว่าการส่งออกปี 59 จะเติบโตได้ 2% จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อย่างไรตาม สภาฯ ได้กล่าวเตือนด้วยว่าการส่งออกยังคงมีปัจจัยเสี่ยงงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างช้าและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สภาฯ ยังได้คาดการณ์ว่าไตรมาส 4/58 การขนส่งทางเรือจะยังติดลบประมาณ 5% YoY ทำให้ทั้งปียังคงติดลบ 5% (Bangkok Post)
• การประมูลคลื่น 900 ในวันที่ 15 ธ.ค. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงว่าการประมูลคลื่น 900 จะถูกผลักดันให้กลับมาประมูลตามกำหนดเดิมในวันที่ 15 ธ.ค. (Bangkok Post)
• คณะกรรมการ PPP เร่งรัดการลงทุน 7 โครงการมูลค่ารวมกว่า 3.4 แสนลบ. ซึ่งรวมไปถึงการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งในปี 2559 (The Nation)
• กระทรวงกลาโหมต้องการให้มีการผลิตและประกอบอาวุธยุทโธปกรณ์จากในประเทศมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมทางการทหารในประเทศมีเทคโนโลยีที่จำกัดและมีต้นทุนสูง ซึ่งต้องการให้มีการพัฒนาในจุดนี้ อย่างไรก็ตามการระดุมทุนในภาคเอกชนเป็นสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบัน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐที่จำกัด (The Nation)
• IRPC(4.16 บ,) รายงานกำไรสุทธิงวด 3Q58 อยู่ที่ 887 ลบ. ปรับตัวลดลง 79% QoQแต่สูงขึ้น 39 เท่าจากฐานกำไรที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และถือว่าสอดคล้องกับที่ตลาดคาดว่าจะรายงานออกมาอยู่ที่ 760 ลบ. (อ้างอิง Bloomberg consensus) (SET) ความเห็น: กำไรสุทธิที่หดตัวแรง QoQมีสาเหตุหลักมาจากการบันทึกขาดทุนสต็อกน้ำมัน 1.6 พันลบ. พลิกจากงวดก่อนหน้าที่บันทึกเป็นกำไร 1.9 พันลบ. ขณะที่ผลการดำเนินงานหลักยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะหน่วยธุรกิจปิโตรเคมี
• TASCO (42.75 บ.) ผู้ผลิตยางมะตอยรายใหญ่สุดของอาเซียน วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตให้ถึงหนึ่งแสนบาร์เรลภายในห้าปีด้วยเงินลงทุนทั้งหมด 3.5 พันลบ. โดยในปีหน้าจะเริ่มขยายกำลังการผลิตในประเทศมาเลเซียเป็น 50,000 บาร์เรลจากปัจจุบันอยู่ที่ 30,000 บาร์เรลเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ผู้บริหารคาดการณ์ว่าปริมาณยางมะตอยที่ขายได้ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 15% เป็น 2.2 ล้านตันและคาดว่าอุปสงค์ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และไตรมาสแรกของปี 59 จะเพิ่มขึ้น 25% (Bangkok Post)
ต่างประเทศ:
• อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์เมื่อวันจันทร์ ส่วนพันธบัตรระยะสั้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ตามความคาดหวังบนความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. ราคาพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ล่าสุดลดลงมา 9/32 ให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.184% ส่วนราคาพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีล่าสุดลดลงมา 12/32 ให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.955% (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับเงินยูโรเมื่อวันจันทร์ หลังจากความเห็นจากสมาชิก 2 ท่านของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปได้ลดความหวังที่จะอัดฉีดเงินเข้าระบบมากขึ้นในเดือนหน้า ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 0.28% เทียบกับเงินยูโรอยู่ที่ 1.1036 ดอลลาร์สหรัฐ และดัชนีเงินดอลลาร์ลดลง 0.24% อยู่ที่ 96.719 จุด(Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ โดยปรับตัวขึ้นทุกกลุ่ม นำโดยกลุ่มพลังงานและธุรกิจเฮลท์แคร์ซึ่งตอนนี้มีการควบรวมกิจการ หุ้นบ.น้ำมันหลัก ๆ อย่าง เอ็กซอนและเชฟรอนประกาศผลการดำเนินดีเกินคาดเมื่อวันศุกร์ บริษัทผู้ผลิตยาของอังกฤษ Shire ประกาศว่าจะซื้อบ. Dyaxเป็นจำนวนเงิน 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)
• กิจกรรมภาคการผลิตสหรัฐลดลงในช่วง 2 ปีครึ่งในเดือนต.ค. แต่การเพิ่มขึ้นของยอดสั่งซื้อใหม่ได้ให้ความหวังถึงแม้ว่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและบ.ผลิตพลังงานได้ตัดงบค่าใช้จ่ายก็ตาม สถาบัน Institute of Supply Management รายงานว่าดัชนี ISM Manufacturing Index ลดลงอยู่ที่ 50.1 จุดในเดือนนี้ ต่ำสุดนับแต่พ.ค. 56 ส่วนเดือนก.ย. ดัชนีฯ อยู่ที่ 50.2 จุด อย่างไรก็ตาม ดัชนีย่อยเกี่ยวกับยอดการสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.9 จุดในเดือนก่อนจาก 50.1 จุดในเดือนก.ย. แต่ยอดการส่งออกยังคงลดลง แต่มีตัวเลขที่ดีขึ้นเกี่ยวกับระยะเวลาจัดส่งสินค้าและยอดการสั่งซื้อที่มีอยู่ในมือ (Reuters)
• การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างสหรัฐเพิ่มขึ้นในเดือนก.ย. บ่งบอกว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่งถึงแม้ว่ามีสัญญาณการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัวลงก็ตาม การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.6% ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับแต่ม.ค. 51 การใช้จ่ายในการสร้างที่อยู่อาศัยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนก.ย. และแตะระดับสูงสุดนับแต่เดือนม.ค. 51 เช่นกันซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจรับสร้างบ้านและปรับปรุงบ้าน (Reuters)
ยุโรป:
• หุ้นยุโรปบวกในวันแรกของสัปดาห์ จากตัวเลข PMI จากหลายประเทศในยูโรโซนดีกว่าที่ตลาดคาด ในขณะที่ผลประกอบการที่ดีกว่าคาดจาก Commerzbank ก็ทำให้ แนวโน้มผลประกอบการโดยรวมดีขึ้น (Reuters)
• คำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ECB ทำให้ความคาดหวังมาตรการ QE เพิ่มเติมลดลง ประธาน ECB Mario Draghi และกรรมการบริหาร ECB Ewald Nowotny กล่าวว่าการขยาย QE และการลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และข้อมูลเมื่อถึงเวลานั้น(Reuters)
• เศรษฐกิจยูโรโซนมีสัญญาณดีขึ้น ดัชนี PMI ขั้นสุดท้ายสำหรับภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน จัดทำโดย Markitขยับขึ้นมาอยู่ที่ 52.3 ในเดือน ต.ค. จาก 52.0 ในเดือน ก.ย. และตัวเลขเบื้องต้นเดือน ต.ค. ที่ 52.0 เช่นกัน ดัชนีดังกล่าวยืนอยู่เหนือ 50 มามากกว่า 2 ปี ติดต่อกันแล้ว(Reuters)
• อุตสาหกรรมเยอรมันโตช้าลงเล็กน้อยในเดือนตุลาคม แต่ยังถือว่าแข็งแกร่งโดยรวม ดัชนีPMI ภาคอุตสาหกรรมเยอรมัน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของเยอรมันซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ลดลงมาอยู่ที่ 52.1 ในเดือน ต.ค. 0kd 52.3 ในเดือน ก.ย. แต่ดีกว่าที่ตลาดคาดที่ 51.6 (Reuters)
เอเชีย:
• MSCI เตรียมดึงหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศจีนมารวมในดัชนีตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging market index) ซึ่งคิดเป็นขนาดกว่าพันล้านดอลลาร์ฯ เพื่อเป็นการประเมินและทดสอบเบื้องต้นถึงความต้องการลงทุนหุ้นจีนของนักลงทุนต่างชาติ โดยอาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่จะดึงหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ในลำดับต่อไป (Reuters)
• คณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแนะควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม คณะกรรมการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการคลังเตรียมยื่นเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวันพุธนี้ ทั้งนี้เพื่อให้ไปถึงเป้าการเติบโตที่ 2% จากระดับใกล้ศูนย์ในปัจจุบัน โดยข้อเสนอดังกล่าวประกอบด้วยการเพิ่มการลงทุนในภาคเอกชน รวมถึงการจ้างงานผู้ที่เลยวัยเกษียณที่ 65 ปีไปแล้ว (Reuters)
• ตลาดการเงินในญี่ปุ่นปิดทำการเนื่องในวันหยุดแห่งชาติ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาทองปรับตัวลงทั้งทางเทคนิคอลและกลัวเฟด ราคาทองสปอทในสหรัฐลดลง 8.65 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1,133.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลดลงต่อเนื่องสี่วันติดต่อกัน จากปัจจัยทั้งทางเทคนิครวมกับความกังวลว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ (Reuters)
• ราคาน้ำมันลดลงจากปัจจัยทางจีนและรัสเซีย ความกังวลต่ออุปสงค์ที่หดตัวจากข้อมูลเศรษฐกิจจีนและตัวเลขการผลิตน้ำมันของรัสเซียที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันราคาน้ำมันในวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 45 เซนต์ หรือ 1% เป็น 46.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 77 เซนต์ หรือ 1.6% เป็น 48.79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)








