แรงกดดันจากสหรัฐฯ และจีน
คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลง เนื่องจากมองว่าปัจจัยในประเทศจะไม่สามารถหักล้างกับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศได้ สำหรับปัจจัยในประเทศ เรามองว่าประเด็นที่ไทยอาจจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศรวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศยังไม่มีความชัดเจนมากเพียงพอที่จะส่งผลกระทบกับตลาดในวันนี้ ขณะที่ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ รวมทั้งความคาดหมายที่เฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในเดือน ธ.ค. นี้จะส่งผลกระทบเชิงลบกับอารมณ์นักลงทุนรวมถึงตลาดหุ้น
หุ้นเด่นวันนี้: ROBINS (ราคาปิด 39.50 บาท, NR, ราคาเป้าหมาย Bloomberg 50.25 บาท)
บมจ. ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการเปลี่ยนผลัดทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลนำซึ่งเน้นการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นอำนาจซื้อของชาวนาและผู้มีรายได้ต่ำโดยเฉพาะในเขตชนบท ปัจจุบัน โรบินสันบริหารห้างสรรพสินค้าและห้างรูปแบบ Lifestyle center ทั้งหมด 39 แห่งทั่วประเทศและอีก 2 แห่งในเวียดนาม ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายพื้นที่สำหรับเช่าเพิ่มขึ้น 32% เป็น 3.1 แสนตารางเมตร เพื่อกระจายสัดส่วนความเสี่ยงทางธุรกิจท่ามกลางการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ ซึ่งรายได้ค่าเช่าจากการขยายพื้นที่จะรับรู้เต็มปีในปี 58 เป็นครั้งแรก บริษัทยังมีแผนเปิดไลฟ์สไตล์มอลล์เพิ่มขึ้นอีก 3 แห่งในบุรีรัมย์ แม่สอด และ ศรีสมานภายในครึ่งปีหลังนี้ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ค่าเช่าและมีอัตราทำให้กำไรที่ดีขึ้นจากการมีพื้นที่ให้เช่าเพิ่มเติม จาก Bloomberg Consensus นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ROBINS จะมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 12% ในปีนี้และเร่งตัวเป็น 16 % ในปี 59 จากการที่ Price Pattern ของ ROBINS ได้กลับมาเกิด Daily Buy Signal ตามมาด้วย Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ และมีแนวโน้มที่จะเห็นการปรับตัวขึ้นไปต่อเพื่อทดสอบเป้าหมายเบื้องต้นที่ 42.75 บาทและขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 46.25 บาท (แนวต้าน: 39.75, 40.25, 41.00; แนวรับ: 39.25, 38.75, 38.00)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• ไม่น่ามีการลดดอกเบี้ย จากผลสำรวจสถาบันการเงินในประเทศต่างมีความเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่น่าจะลดดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงในวันที่ 4 พ.ย. เนื่องจาก ธปท.น่าจะรอผลของมาตรการจากทีมเศรษฐกิจใหม่ก่อน (Bangkok Post)ความเห็น: จากการประชุมกับนักลงทุนล่าสุด สมาชิก กนง.กล่าวว่าจะพยายามเลี่ยงความผันผวนของค่าเงินซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของ ธปท. และแนวโน้มว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย มาตรการของ ECB และ BOJ ที่จะออกมาเพิ่มได้เพิ่มความผันผวนให้ค่าเงินมากพอแล้ว ธปท.จึงไม่น่าอยากจะไปเพิ่มความผันผวนเข้าไปอีก
• ทีโอทีเตรียมประกาศชื่อพันธมิตรวันที่ 13 พ.ย. โดยเอไอเอสเป็นรายแรกที่ทีโอทีจะคุยด้วย ขณะที่แหล่งข่าวกล่าวว่าสมาชิกบอร์ดยังไม่ได้อภิปรายว่าทีโอทีจะฟ้องการประมูล 900 เมกะเฮิร์ตซ์หรือไม่ (The Nation) ความเห็น: เนื่องจากการเลือกพันธมิตรเกิดขึ้นหลังการประมูล (11-12 พ.ย.) ADVANC (233 บาท, ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ 271 บาท) น่าจะมีอำนาจต่อรองในดีลพันธมิตรนี้เนื่องจากน่าจะได้คลื่นในมือมาบ้าง
• ไม่มีการชุมนุมเสื้อแดงวานนี้ แม้ว่าจะมีการเรียกกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้ออกมาใส่เสื้อแดงเมื่อวานนี้ แต่ผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวทั่วประเทศรวมเมืองหลวงและจังหวัดในภาคอีสานยังดูเบาบาง (The Nation)
• ประกาศข้อสัญญาเกี่ยวกับการค้าเดือนหน้า นายก ประยุทธ์ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกในวันที่ 9 ธ.ค. และจะแถลงถึงท่าทีที่ชัดเจนของไทยต่อเรื่องความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค (TPP)และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคของอาเซียน (RCEP) ซึ่งนำโดยจีน (Bangkok Post)
• แผนโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมในภูเก็ตและฮับท่องเที่ยวอื่นๆ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ได้เร่งแผนพัฒนาคมนาคมในท้องถิ่น รวมถึงแผนการก่อสร้างโมโนเรลในจังหวัดภูเก็ตซึ่งเสร็จแล้ว 80% คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนหน้าและส่งให้ รมว.กระทรวงคมนาคมพิจารณาในเดือน ม.ค. ตามลำดับ (Bangkok Post)
ต่างประเทศ:
• ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกจับเป็นตัวประกันจากความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.นี้ หลังจากที่เฟดได้ส่งสัญญาณเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นักลงทุนกำลังรอดูตัวเลขที่จะประกาศในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า รวมทั้งรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์หน้าเพื่อดูสภาวะทางเศรษฐกิจ (Reuters)
• กิจกรรมภาคการผลิตของจีนลดลงอย่างไม่คาดคิดในเดือนต.ค. ติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม จากรายงานที่ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ซึ่งเติมเชื้อความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวอยู่ในไตรมาส 4/58 ถึงแม้จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาก็ตาม ตัวเลข PMI อย่างเป็นทางการในเดือนต.ค. เท่ากับ 49.8 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับเดือนก่อนและต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 50.0 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังมีโอกาสวัดสถานการณ์เศรษฐกิจจีนอีกครั้งหนึ่งจากรายงานกิจกรรมการผลิตที่เป็นผลสำรวจจากภาคเอกชนซึ่งจะประกาศในเวลา 1.42 GMT ของวันนี้ (Reuters)
• ไม่มีความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้และชัทดาวน์จนถึงก.ย. 60 ประธานาธิบดีบารัค โอบามาผ่านการขออนุมัติจากสภาคองเกรสเมื่อวันศุกร์ในการออกกฎหมายที่จะขยายเพดานหนี้ออกไปจนกว่าครบวาระดำรงตำแหน่งและร่างงบประมาณผ่อนคลายการใช้จ่ายที่เข้มงวดจนถึงก.ย. 60 วุฒิสภาลงมติ 64-35 เพื่ออนุมัติมาตรการดังกล่าว คาดว่าประธานาธิบดีโอบามาจะลงนามในร่างกฎหมายเช้าวันนี้ หากไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส กระทรวงคลังสหรัฐจะเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ที่รัฐบาลมีข้อผูกพันในวันที่ 3 พ.ย. (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทปรับตัวลดลงเมื่อวันศุกร์ แต่ทำผลงานได้ดีสุดใรรอบ 4 ปีท่ามกลางตัวเลขผลประกอบการแบบผสมผสาน ในเดือนต.ค. ดัชนีหลักทั้งสามมีเปอร์เซนต์การเติบโตเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับแต่ต.ค. 54 โดยดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 8.3% นำโดยกลุ่มพลังงาน (Reuters)
• การใช้จ่ายผู้บริโภคในสหรัฐในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากรายได้แทบไม่เพิ่มขึ้น กระทรวงพาณิชย์แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคขยับขึ้น 0.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้นในเดือน 0.4% (ตัวเลขยังไม่ได้ปรับปรุง) นักเศรษฐศาสตร์ได้ประมาณการก่อนหน้านี้ว่าตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก่อน อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 3.2% ต่อปีในไตรมาส 3/58 ช่วยให้เพิ่มอัตราการเติบโตของจีดีพีในอัตรา 1.5% (Reuters)
ยุโรป:
• หุ้นยุโรปปรับขึ้นแรงสุดในรอบ 6 ปี ในวันศุกร์ ดัชนียูโรเปี้ยน FTSE Eurofirst 300 ปิดทรงตัว แต่พุ่งขึ้นถึง 8% ในเดือน ต.ค. ดีสุดนับตั้งแต่ ก.ค. 2009ดัชนี Euro STOXX 50 สำหรับหุ้นชั้นนำขยับขึ้น 0.1% ในวันศุกร์(Reuters)ความเห็น: เกิดจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ดีกว่าคาด และความคาดหวังว่า ECB จะขยายเพิ่มมาตรการ QE
• ธนาคารกรีซ ต้องการทุนเพิ่มอีก รายงาน Stress Test ของ ECB ระบุว่าธนาคารกรีซต้องเพิ่มทุนราว 1.4 หมื่นล้านยูโร เพื่อรองรับหนี้ MPLS อย่างไรก็ตามถือว่าดีกว่าที่ ECB คาดไว้ เดิมว่าจะต้องเพิ่มทุนถึง 2.5 หมื่นล้านยูโร(Reuters)
เอเชีย:
• ญี่ปุ่นและจีนเดินหน้าสานสัมพันธ์มากขึ้น หลังจากที่ล่าสุดรมว.ต่างประเทศของทั้งสองประเทศเตรียมที่จะพบปะหารือกันอีกครั้งหนึ่งในช่วงปีหน้า ทั้งนี้ประเด็นความขัดแย้งในอดีตเรื่องเกาะทางทะเลตะวันออกของจีนไม่ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความสัมพันธ์ของสองประเทศนี้ นับตั้งแต่ที่นาย Shinzo Abe นายกฯ ญี่ปุ่นได้พบปะกับ Xi Jinping ปธน. จีนถึงสองครั้งในเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว (Reuters)
• ผู้นำเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีนให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันบูรณาการเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งความตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในงานประชุมร่วมกันที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยทั้ง 3 ประเทศมุ่งเป้าความสำคัญไปที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ซึ่งมีจีนเป็นประเทศแกนนำหลักที่จะทำให้เกิดเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใต้ประชากรกว่า 3.4 พันล้านคน (Reuters)
• ที่ประชุม BOJ เมื่อวันศุกร์ยังไม่เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้ว่าจะมีการถอยกรอบเวลาสำหรับเป้าหมายเงินเฟ้อเข้ามา 6 เดือนเป็นเดือน มี.ค. 2560 ก็ตาม โดย BOJ กล่าวถึงระดับเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ตกต่ำว่าเป็นเพราะราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ไม่ใช่เป็นเพราะผลจากเศรษฐกิจแต่อย่างใด (Reuters)
• ภาคบริการของจีนชะลอตัว เศรษฐกิจภาคบริการของประเทศจีนซึ่งเป็นเพียงไม่กี่อุตสาหกรรมที่ยังสดใสได้ส่งสัญญาณชะลอตัวในเดือน ต.ค. ด้วยการเติบโตในอัตราช้าสุดในรอบเกือบเจ็ดปี ตัวเลข PMI ของภาคที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมลดลงเป็น 53.1 ในเดือน ต.ค. จาก 53.4 ในเดือน ก.ย. แม้ว่าจะยังเติบโตแต่ก็เป็นไปในอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการเงินโลก (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ทองถูกกดดันจากแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย ทองคำตลาดจรร่วง 3.52 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 1,142.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันศุกร์ และเป็นการลดลงรายสัปดาห์มากสุดนับแต่ ส.ค. เพราะกลัวการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งคาดกันว่าน่าจะเกิดใน ธ.ค. นี้ (Reuters)
• ราคาน้ำมันขึ้นเพราะผ่อนคลายกังวลอุปทานล้น ตามรายงานของบริษัทวิจัย Baker Hugh จำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐลดลงถึง 16 แท่นเหลือ 578 แท่นสำหรับสัปดาห์สิ้นสุด 30 ต.ค. เป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับแต่ มิ.ย. 2553 น้ำมันจึงปรับตัวดีขึ้น NYMEX บวก 53 เซนต์หรือ 1.1% ปิดที่ 46.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent บวก 76 เซนต์หรือ 1.6% ปิดที่ 49.56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)









