'รพ.ลาดพร้าว' ปรับทัพรับ 'เมดิคัลฮับ'

'รพ.ลาดพร้าว' ปรับทัพรับ 'เมดิคัลฮับ'

รพ.ลาดพร้าว ชูคอนเซ็ปต์ 'ความเป็นเลิศทางการแพทย์' เรียกเรตติ้งนักช้อปหุ้น 'ดร.อังกูร ฉันทนาวานิช' ย้ำชัดแผนลงทุนครั้งใหญ่ไม่เกินตัว

'ธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำ และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ'

'ดร.อังกูร ฉันทนาวานิช' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โรงพยาบาล ลาดพร้าว หรือ LPH หุ้นน้องใหม่ไอพีโอที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา บอกถึง 'จุดเด่นหุ้นโรงพยาบาล' ให้ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ฟัง

โรงพยาบาลลาดพร้าว ก่อตั้งโดยกลุ่มแพทย์ และนักธุรกิจชั้นนำ 200-300 คน มานานกว่า 22 ปี โดยมี 'ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา' เป็นประธานกรรมการบริษัท ปัจจุบันโรงพยาบาลสามารถให้บริการผู้ป่วยนอกประมาณ 3.4 พันคนต่อวัน และมีเตียงให้บริการ 180 เตียง
บริษัทถือหุ้นใหญ่ผ่าน บริษัท แอล.พี.โฮลดิ้ง จำกัด (กลุ่มฉันทนาวานิช กลุ่มตันฑเทอดธรรม กลุ่มเศวตวิลาศ กลุ่มโล่ห์เลขา และกลุ่มวิญญูประดิษฐ์) กลุ่มตัณฑเทอดธรรม ,กลุ่มเศวตวิลาส ,บริษัท ยูเนี่ยน แคปปิตอล จำกัด และนางวิมลทิพย์ พงศธร สัดส่วน 26.80% 5.05% 4.85% 3.39% และ 3.08% ตามลำดับ (ตัวเลขหลังเสนอขายหุ้นไอพีโอราคาหุ้นละ 5 บาท)

ปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ 1.ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ 2.ธุรกิจให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทดสอบและวิจัย ด้านอาหาร ผลิตผลการเกษตรและยา และ 3.ธุรกิจสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และการพัฒนาธุรกิจ

ก่อนจะเล่าเรื่องแผนธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2558-2562) 'ดร.อังกูร ฉันทนาวานิช' ย้อนประวัติส่วนตัวให้ฟังว่า หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ได้มีโอกาสไปทำงานเป็นนิติกรโรงพยาบาลพัทยา เมโมเรียล จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นช่วงที่โรงพยาบาลเพิ่งเปิดให้บริการ

นั่งประจำการได้ไม่นาน เมืองไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ทำใหผลประกอบการของโรงพยาบาลเริ่มขาดทุน ช่วงนั้นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ยื่นโอกาสให้ผมแสดงฝีมือช่วยฟื้นฟูกิจการ สำหรับกลยุทธ์ที่นำมาใช้ คือ ขอวงเงินกู้ธนาคาร และบริหารจัดการต้นทุนใหม่ ผมใช้เวลาเพียง 3-4 ปี โรงพยาบาลก็สามารถกลับมามีกำไรได้อีกครั้ง จากประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการมากขึ้น

สุดท้ายตัดสินใจลาออก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ เพราะเริ่มรู้สึกอิ่มตัว และต้องการมีกิจการเป็นของตัวเอง เด็กหนุ่มวัย 29 ปี มักไฟแรงเช่นนี้ (ยิ้ม) บังเอิญช่วงนั้นสถาบันการเงินส่วนใหญ่สนับสนุนเงินลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ผมจึงเกิดความสนใจในธุรกิจนี้ขึ้นมาทันที สุดท้ายตัดสินใจจับมือกับนักธุรกิจและกลุ่มแพทย์เปิดโรงพยาบาลลาดพร้าว ในปี 2536

'ขาดทุน' คือ ผลจากการทำงานในช่วง 3 ปีแรก แต่ตอนนั้น 'โชคดี' เพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่ทางรัฐบาลออกนโยบายกองทุนประกันสังคมในปี 2538 ทำให้โรงพยาบาลลาดพร้าวมีโอกาสเข้ามารับคนไข้ประกันสังคม ส่งผลให้ฐานรายได้ของบริษัทสูงขึ้น และพลิกกลับมามีกำไรทันที ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2539 บริษัทก็มีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ10-15%

'ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร' เล่าแผนธุรกิจ 5 ปีข้างหน้าว่า ช่วงแรกของการทำงานเราเน้นคอนคอนเซ็ปต์โรงพยาบาลแม่และเด็ก แต่ในอนาคตสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ดังนั้นโรงพยาบาลลาดพร้าวจึงต้องเร่งพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เพื่อก้าวสู่ 'ความเป็นเลิศทางการแพทย์' (Excellent Center)

ตามแผนงานบริษัทจะเดินหน้าพัฒนาศักยภาพ '5 ศูนย์ทางการแพทย์' ประกอบด้วย ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ,ศูนย์ตา,ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ,ศูนย์สมองและระบบประสาท และศูนย์ผิวหนังและความงาม เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มประชากรผู้สูงวัยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเพิ่มฐานกลุ่มผู้ใช้บริการของโรงพยาบาล และขยายรายได้ให้บริษัทในอนาคต

นอกจากนั้นจะเดินหน้าพัฒนา 'ศูนย์ประกันสังคม' โดยเราจะขยายโควต้าผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่โควต้าเต็มอัตราแล้ว ล่าสุดบริษัทเตรียมเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยใน (IPD) อีก 30 เตียง ซึ่งสามารถรองรับคนไข้ได้ 2.10 แสนคน เฉลี่ย 1 เตียง รับคนไข้ได้ 1 พันคน เบื้องต้นคาดว่า จะได้โควต้าเพิ่มอีกประมาณ 6 หมื่นคน

'ปีหน้าการจัดสรรโควต้าประกันสังคมจะมีการเปลี่ยน จากเดิม 1 โรงพยาบาลได้โควต้าผู้ป่วย 1 แสนคน และหากโรงพยาบาลได้มาตรฐาน HA จะได้ผู้ป่วยเพิ่มอีก 30,000 คน และถ้าโรงพยาบาลมีศักยภาพจะได้ผู้ป่วยเพิ่มอีก 15% รวมเป็น 149,500 คน'

ขณะเดียวกันยังวางแผนจะขยายพื้นที่การให้บริการสำหรับผู้ป่วยนอก (OPD) เนื่องจากในอนาคตจำนวนผู้ป่วยอาจเพิ่มขึ้น โดยเราจะเปิดให้บริการ 'ศูนย์การแพทย์ประกันสังคมลาดพร้าว' ซึ่งจะอยู่ในอาคารหลังใหม่ใกล้ๆโรงพยาบาลลาดพร้าว มูลค่าลงทุน 150 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2560

เขา เล่าต่อว่า บริษัทเตรียมให้บริการ 'ผู้สูงอายุ' ด้วยการจัดตั้ง 'ศูนย์พักฟื้นและดูแลผู้สูงอายุลาดพร้าว' เพื่อให้บริการคนไข้ที่ต้องการรักษาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาราคาที่ดิน คาดว่าปี 2559 จะสามารถออกแบบและดำเนินการก่อสร้างได้ และอาจเปิดให้ดำเนินการในปี 2561
ปัจจุบันกำลังศึกษาการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงวัยที่ได้รับการรักษาแล้วหมอให้กลับไปพักฟื้น แต่ที่บ้านไม่มีคนดูแล ที่ผ่านมาเราเคยมีโอกาสไปศึกษาดูงานในประเทศสแกนดิเนเวีย ,ญี่ปุ่น และไต้หวัน ยกตัวอย่าง เมื่อ 10 ปีก่อน ประเทศไตหวันได้สร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว สำหรับผู้สูงวัย จำนวน 400 ยูนิต ซึ่งเรามองว่า เป็นต้นแบบที่ดี

บริษัทยังเตรียมจะลงทุนสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ 'โรงพยาบาลลาดพร้าวลำลูกา' จังหวัดปทุมธานี จำนวน 180 เตียง มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2560 โดยในปี 2559 บริษัทจะขอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9-12 เดือน

ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวรายล้อมไปด้วยแหล่งชุมชน บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ และเทสโก้ โลตัส ขณะเดียวกันยังมีโรงงานอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการเดินทางยังสะดวกสบาย

'ในช่วง 2-3 ปีแรก เราจะลงทุนศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และขยายโควต้าประกันสังคมก่อน จากนั้นในช่วงปีที่ 4-5 จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ และศูนย์พักฟื้นและดูแลผู้สูงอายุ' 

เขา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเราให้บริการคนไข้ในหลายๆกลุ่ม เช่น กลุ่มชำระเงินเอง กลุ่มบริษัทคู่สัญญา กลุ่มบริษัทประกันคู่สัญญา และกลุ่มผู้ใช้บริการประกันสังคม ส่งผลให้บริษัทมีแหล่งที่มาของรายได้ค่อนข้างหลากหลายและมั่นคง

ล่าสุดเตรียมจะขยายฐานผู้ใช้บริการใน กลุ่มสมาชิกของโรงพยาบาล กลุ่มลูกค้าองค์กร กลุ่มบริษัทประกันคู่สัญญา และกลุ่มข้าราชการ มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีเป้าหมายจะรักษาฐานในส่วนของผู้ใช้บริการตามสิทธิประกันสังคม ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับบริษัท

'ดร.อังกูร' ทิ้งท้ายว่า บริษัทไม่มีแผนจะเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลอื่น แต่สนใจจะเข้าไปถือหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลไม่เกิน 25% โดยเฉพาะบริษัทที่มีกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะเราต้องการรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล หรือส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain) ขณะเดียวกันยังสนใจหาพันธมิตร เพื่อมาร่วมกันดำเนินธุรกิจให้บริการทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลอื่นๆด้วย

สำหรับผลการดำเนินงาน ในช่วงปี 2555-2557 บริษัทมีรายได้รวม 917.43 ล้านบาท1,063.07 ล้านบาท และ 1,136.57 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 11.30% และมีกำไรสุทธิ 79.5 ล้านบาท 108.43 ล้านบาท และ 99.88 ล้านบาท ตามลำดับ

'แผนลงทุนของเราน่าจะเป็นที่สนใจของนักลงทุน เพราะจะสามารถสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีในอนาคต ขอยืนยันตรงนี้ว่า แผนการลงทุนไม่เกินตัว เพราะศึกษามาแล้วอย่างดี จากนี้จะพยายามสร้างรายได้ให้เติบโตเฉลี่ย 15% ทุกปี โดยรายได้จจะมาจากผู้ป่วยชำระเงินเอง 55% และประกันสังคม 45%'