วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

สัญญาณอันตรายปี 2026 เมื่อโลกติดหล่ม ‘วังวนหนี้’ มหาอำนาจกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ จาก 4 ปัจจัยผลักดันยอดหนี้เข้าใกล้ 100 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ชนวนวิกฤติที่จะเขย่ากระเป๋าเงินคนทั้งโลก

ในขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ปี 2026 ภาพรวมทางเศรษฐกิจอาจดูเหมือนมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าที่คิด แต่ภายใต้ผิวน้ำที่ดูสงบ กลับมีกระแสน้ำเชี่ยวที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเริ่มกังวล นั่นคือ “ภาวะวิกฤติหนี้สาธารณะ” ที่กำลังขยายตัวจนกลายเป็นวังวนที่ยากจะถอนตัว

เจอราร์ด ไลออนส์ (Gerard Lyons) หัวหน้านักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจาก Netwealth เตือนว่า แม้วิกฤติเต็มรูปแบบอาจไม่ระเบิดในทันที แต่ปี 2026 จะเป็นปีที่สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าปรากฏชัดเจนที่สุด ก่อนที่โลกจะเผชิญกับ “กับดักหนี้” อย่างเต็มตัวภายในสิ้นทศวรรษนี้

ประเทศมหาอำนาจ กลายเป็น 'ลูกหนี้รายใหญ่'

สถิติที่น่าตกใจระบุว่า ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกล้วนแบกภาระหนี้ที่สูงกว่าหรือใกล้เคียงกับขีดความสามารถในการผลิตของตนเอง (GDP)

สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

  • สหรัฐอเมริกา มีหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 125% ของ GDP หรือประมาณ 38 ล้านล้านดอลลาร์
  • ญี่ปุ่น มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ 230% ของ GDP
  • สิงคโปร์มีหนี้สาธารณะ 176% ของ GDP
  • ฝรั่งเศส 117% ของ GDP
  • สหราชอาณาจักร มีหนี้สาธารณะเท่ากับผลผลิตมวลรวม และมีงบประมาณขาดดุลมากกว่า 5% ของ GDP

ความน่ากังวลคือ 6 ใน 7 ของกลุ่มประเทศ G7 กำลังมุ่งหน้าสู่ "กับดักหนี้" ภายในสิ้นทศวรรษนี้ เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐพุ่งสูงขึ้นแต่รายรับไม่เติบโตในสัดส่วนที่เท่ากัน

4 สาเหตุที่ทำให้โลกติดหล่ม ‘หนี้’  

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เคยกล่าวถึงวิกฤติการเงินไว้ว่ามันเกิดขึ้น "ทีละน้อยแล้วก็ฉับพลัน" หนี้โลกสะสมมานานหลายทศวรรษ 

เฮมิงเวย์เผยว่าจุดเร่งวิกฤติครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่โลกเจอแรงกระแทกใหญ่ 2 ครั้ง คือ วิกฤติการเงินโลกในช่วงปี 2008 และการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบีบให้รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลมาใช้ช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยช่วงโควิด-19 หนี้สาธารณะทั่วโลกดีดตัวขึ้นเกิน 90% ของ GDP เพราะรายได้จากภาษีลดลงในขณะที่รายจ่ายด้านสาธารณสุขและการเยียวยาพุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ กับดัก "รายจ่ายสูงกว่ารายรับ" สาเหตุพื้นฐานที่สุดคือ การขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรัง รัฐบาลกู้เงินเพื่อมาชดเชยส่วนต่างเมื่อภาษีที่เก็บได้ไม่พอกับรายจ่าย 

รวมทั้งในสถาการณ์ปัจจุบัน สังคมผู้สูงอายุทำให้รัฐต้องจ่ายงบประมาณด้านสวัสดิการและบำนาญมากขึ้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บีบให้หลายประเทศต้องกู้เงินมาเพิ่มงบทางการทหารเพื่อความมั่นคงของประเทศ

หัวใจสำคัญของปัญหานี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้ที่เพิ่มขึ้น แต่คือ "อัตราการเติบโต" เมื่อหนี้โตเร็วกว่ารายได้ 

หาก GDP โต 3% แต่หนี้โต 5% สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ไม่ยั่งยืน

ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ "ตัวหาร" หรือ GDP ไม่ใหญ่พอที่จะลดสัดส่วนหนี้ลงได้

สุดท้ายคือ ยุค "ดอกเบี้ยขาขึ้น" เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ หนี้เก่าที่ต้องครบกำหนดชำระและหนี้ใหม่ที่กู้มา จึงมี "ภาระดอกเบี้ย" ที่แพงขึ้นมหาศาล รัฐบาลต้องกู้เงินใหม่มาเพื่อจ่ายดอกเบี้ยของหนี้เก่า กลายเป็นวงจรที่เรียกว่า  “วังวนหนี้”

ปัจจุบัน หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับ 100 ล้านล้านดอลลาร์  ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2029 ยอดหนี้สะสมจะพุ่งเกินขนาดเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

หมดยุค ‘เงินฟรี’ เมื่อต้องจ่ายดอกเบี้ยแสนแพง 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ยอดหนี้" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "ต้นทุนการชำระหนี้" 

เมื่อหันไปดูดอกเบี้ยที่รัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายเพียงอย่างเดียวพุ่งสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 17% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

ขณะเดียวกัน OECD ชี้ให้เห็นว่า 42% ของหนี้สาธารณะทั่วโลกจะครบกำหนดชำระภายในปี 2027 ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลต้องกู้ใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่สูงกว่ายุคดอกเบี้ยต่ำเกือบเท่าตัว

นอกจากนี้ รายจ่ายใหม่ๆ กำลังถาโถมเข้ามา เช่น สมาชิก NATO ตกลงเพิ่มงบประมาณทางทหารเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 ซึ่งประเทศอย่างเยอรมนี ฟินแลนด์ และเบลเยียม เริ่มส่งสัญญาณกู้เงินเพิ่มเพื่อการนี้แล้ว ซึ่งเป็นแรงกดดันจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” 

ปัญหาใหญ่ที่ไกลตัว  เสี่ยงกระทบเงินในกระเป๋า 

เมื่อรัฐบาลติดอยู่ในวังวนหนี้ ผลกระทบจะส่งต่อมาถึงประชาชนใน 3 รูปแบบหลัก

  • ภาษีที่สูงขึ้นและสวัสดิการที่ลดลง

หลังจากนี้รัฐบาลจะมีเงินเหลือสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขน้อยลง เพราะต้องแบ่งงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้เป็นลำดับแรก

กรณีที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นชัดเจนที่สุด เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการปรับขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1% สำหรับทุกช่วงรายได้ในปี 2570 เพื่อระดมทุนสนับสนุนการเพิ่มงบกลาโหมให้แตะ 2% ของ GDP 

  • อัตราเงินเฟ้อสูงยาวนาน

 เพื่อลดมูลค่าหนี้ในระยะยาว รัฐบาลอาจเลือกปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งหมายถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้นและอำนาจซื้อที่ลดลง

  • ความผันผวนของตลาดการเงิน 

ไลออนส์ชี้ให้เห็นว่าสัญญาณแรกของวิกฤติไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้ แต่คือ "ค่าความเสี่ยง (Risk Premium)" ในพันธบัตรรัฐบาล จากกรณีฝรั่งเศสและอังกฤษ โดยทั้ง 2 ประเทศนี้ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเพราะ "พึ่งพาเงินต่างชาติ" มาซื้อพันธบัตรของตัวเองสูงมาก 

เมื่อนักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะคุมงบประมาณได้ไหม หรือกลัวอัตราเงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าเงิน พวกเขาจะเรียก "ดอกเบี้ย" ที่สูงขึ้นซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ย้อนกลับมาทำร้ายรัฐบาลเอง

ทางรอดในยุค ‘หนี้ล้นโลก’

ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือการทำให้ GDP เติบโตเร็วกว่า “หนี้” แต่ทว่าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดที่ไลออนส์วิเคราะห์คือ "อุปสรรคทางการเมือง" ในระบอบประชาธิปไตยตะวันตก

สัญญาณเตือนปี 2026
เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘วังวนหนี้’

การจะลดหนี้ได้ รัฐบาลต้องทำสิ่งที่เรียกว่า "งบประมาณเกินดุลขั้นต้น" คือการเก็บภาษีให้ได้มากกว่ารายจ่าย โดยในอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1969 เป็นต้นมา รัฐบาลทำงบเกินดุลได้เพียง 7 ครั้ง เท่านั้น เพราะนักการเมืองมักไม่พร้อมที่จะตัดลดงบประมาณสวัสดิการหรือขึ้นภาษี เพราะกลัว “เสียคะแนนเสียง” ทำให้ปัญหาหนี้ถูก "เตะถ่วง" ออกไปเรื่อยๆ จนสะสมเป็นวิกฤติ

สำหรับเราในฐานะปัจเจกบุคคล ปี 2026 คือปีที่ต้องเริ่มวางแผนการเงินอย่างรัดกุม ลดหนี้สินส่วนบุคคล และเตรียมรับมือกับความผันผวนทางการคลังที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพโลกในอนาคตอันใกล้ เพราะเมื่อ "วังวนหนี้" หมุนวนจนถึงขีดสุด คนที่เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้ดีที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด

อ้างอิง empower thecommonwealth trustnet