กฟผ.ยันสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ตามแผน แม้ศาลปกครองกลางรับฟ้องกระทรวงทรัพยากรฯ ไม่ต่ออายุพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมกระบี่
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้รับฟ้อง กรณีที่กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ต่ออายุ และขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมกระบี่ ตามคำฟ้องของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนนั้น กฟผ.ยังเชื่อว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามแผนในปี 2562 แม้ที่ผ่านมาทางศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งไม่ประกาศพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เป็นเขตควบคุมสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อว่าจะไม่เป็นอุปสรรคอย่างแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมา กฟผ.มีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) และเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวก็เป็นชนิดเทค ดนโลยีถ่านหินสะอาด (Ultra Super Critical) ซึ่งนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้
"ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอข้อสรุปจากทางคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งคงจะมีการหารือร่วมกันเร็วๆนี้ โดยต้องรอสำนักนายกฯประกาศออกมาก่อน คาดว่าจะมีข้อสรุปเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยืนยันว่าที่ผ่านมา กฟผ. ดำเนินการตามข้อเสนออย่างต่อเนื่อง อาทิ เส้นทางการขนส่งถ่านหิน การขนส่งถ่านหินระบบปิด ขณะเดียวกันก็มีการพิสูจน์ข้อสงสัย อาทิ การทำลายแนวปะการัง ทาง กฟผ. ก็ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้ว"นายสุนชัย กล่าว
สำหรับความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจำนวน 2 โรง กำลังการผลิตรวม 2 พันเมกะวัตต์ ที่จ.สงขลา ปัจจุบันการรับความคิดเห็นครั้งที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี2015) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาโรงแรกจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2564
ส่วนการทำสัญญารับซื้อถ่านหิน ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนลงทุนเช่นกัน ซึ่งเตรียมเปิดให้เอกชนยื่นประกวดราคา คาดว่าในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะมีความต้องการใช้ถ่านหินอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านตันต่อปี และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะมีความต้องการใช้ถ่านหินอยู่ที่ 5-6 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะต้องมีสัดส่วนรับซื้อถ่านหินทั้งจากสัญญาระยะยาวและรับซื้อจากตลาดจร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาสัดส่วนที่เหมาะสม เนื่องจากไม่ต้องการให้ต้นทุนสูงจนส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า และคงต้องดูช่วงจังหวะเวลาไม่ทำในช่วงที่ถ่านหินมีราคาสูงเกินไป
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า การที่ศาลรับฟ้องกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ต่ออายุ และขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมกระบี่ที่หมดอายุมาตั้งแต่ปี 2555 เนื่องจากเป็นการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการไต่สวนก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ซึ่งสุดท้ายแล้วหากศาลพิจารณาตัดสินออกมาว่า มีความผิดจริง ก็จะเป็นเหตุให้ชาวบ้านและสมาคมฯ ไปฟ้องยับยั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่ได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของกฟผ.เอง ว่า ขณะนี้จะเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไปหรือไม่ เพราะจะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าสร้างแล้วเดินเครื่องไม่ได้









