ปรับประมาณการกำไรปี 58ลงอีก5%คงประมาณการปี 59 ตามเดิม
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
- 3Q58 มีกำไรสุทธิลดลงทั้งYoYQoQ9M58มีกำไรสุทธิลดลง 14% : แจ้งกำไรสุทธิ 3Q58 เท่ากับ 5,347 ล้านบาทลดลง 42%YoYและ 37%QoQเนื่องจากผลกระทบจากการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มให้ครบ 100% ลูกหนี้กลุ่ม SSI ที่กลายเป็น NPL แต่ตัวเลขกำไรดีกว่าคาด 16% เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโตสูงกว่าประมาณการ 20% และค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญที่ 1.05 หมื่นล้านบาทต่ำกว่าประมาณการ 5% ในช่วง 9M58 มีกำไรสุทธิ2.17 หมื่นล้านบาท ลดลง 14%YoY
- ปรับประมาณการกำไรปี 58 ลดลง 5% คงประมาณการกำไรปี 59 ตามเดิม : ฝ่ายวิจัยได้ปรับ ได้ปรับลดสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อจาก 4% เหลือ 3%ในปี 58และจากเดิม 5% เหลือ 4% ปี 59 เพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญจากเดิม 1.6 หมื่นล้านบาทเป็น 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 58 และ 2 หมื่นล้านบาทในปี 59 ซึ่งทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 58 ลดลง 5% เหลือ 2.9 หมื่นล้านบาทซึ่งหดตัว 5% ส่วนกำไรสุทธิปี 59 ยังอยู่ที่ระดับเดิม 2.9 หมื่นล้านบาทพลิกมาเติบโต 14% สำหรับแนวโน้ม 4Q58 คาดจะฟื้นตัวจาก 3Q58 ที่เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้หลังจากมีสำรองหนี้สูญลดลงและรายได้ค่าธรรมเนียมที่ยังเติบโตดีโดยเฉพาะรายได้จากการรับประกันภัย และการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
- สินเชื่อปลายเดือนก.ย. 58 เติบโต 1.6%YTDคุณภาพสินทรัพย์แย่ลง : สินเชื่อณปลาย 3Q58 อยู่ที่ 1.98 ล้านล้านบาท เติบโต1.6%YTD จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME การที่สินเชื่อกลุ่ม SSI อยู่ที่ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาทกลายเป็น NPL ทำให้ NPL รวมเพิ่มขึ้น 59%YTD นอกจากนี้กลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้า SME ขนาดเล็กมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจและมีภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงทั้งนี้ผู้บริหารมีแผนคงอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อNPL (coverage ratio) ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 100% ปลาย 3Q58 มี Coverage ratio เท่ากับ100.6% ทำให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.9% จากระดับ (2.9% หากไม่รวม NPL กลุ่มลูกหนี้ SSI)
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม21 บาทสำหรับปี 59 : ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของKTB ยังดีจากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล KTB มีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมเท่ากับ15.49% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 11.65%(แต่ต่ำที่สุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ โดย Tier I ของ KBANK อยู่ที่ 14.61%BBL อยู่ที่ 16.6% และ SCB อยู่ที่ 14.7%)ฝ่ายวิจัยปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 59 ซึ่งอิง ProspectP/BVที่ระดับ1 เท่าและ Keที่ 12%ได้เท่ากับ21 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุดความน่าสนใจของ KTB อยู่ที่ราคาที่ปรับลงมากแล้วราคาปัจจุบันต่ำกว่าราคาสูงสุดในเดือนก.ย. 6%และ KTB มี dividend yield สูงสุดในกลุ่มแบงก์ใหญ่ จากที่คาดการณ์เงินปันผลปี 58 ราว 0.77 บาทต่อหุ้นคิดเป็น yield 4.4%ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









