กดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว
คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ ตัวเลขส่งออกและนำเข้าของไทยเดือนกันยายนบ่งชี้ว่าอุปสงค์ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศยังอ่อนแอ สะท้อนเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว แม้ว่าจะมีความหวังจากการเร่งโครงการสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลก็ตาม ภายนอกประเทศ ความคาดหวังว่า BOJ จะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มในวันศุกร์ที่ลดลงและตัวเลขยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯที่ชะลอลง ถือว่าเป็นลบ นอกจากนี้นักลงทุนจะระมัดระวังการซื้อขายรอดูผลประชุม Fed ในวันพุธ (ตามเวลาในสหรัฐฯ)
หุ้นเด่นวันนี้ : HANA (ราคาปิด 34.75 บาท; ราคาเป้าหมาย IAA ปี 5937.25 บาท)
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) เป็นหุ้นเด่นวันนี้ด้วยประโยชน์ที่จะได้จากการอ่อนค่าของเงินบาทและอัตรากำไรที่มากขึ้นจากการปรับสัดส่วนประเภทผลิตภัณฑ์ HANA ประกอบธุรกิจประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBA), วงจร IC และ Microdisplay มีโรงงาน 5 แห่งอยู่ที่ จ.ลำพูน อยุธยา เจียซิงในจีนและโอไฮโอในสหรัฐ อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทน่าจะเดินหน้าไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการเพิ่มสัดส่วนในสินค้าประเภทยานยนต์และการแพทย์ อุปสงค์ต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์น่าจะแข็งแกร่งอยู่จากการที่ค่ายรถยนต์เพิ่มสมรรถนะและการทำงานโดยอัตโนมัติของรถยนต์ซึ่งจะต้องใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำพวกเซ็นเซอร์ และจากการที่ผู้คนมีความตระหนักเรื่องสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุทำให้อุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์น่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ อัตรากำไรของ HANA น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากการลงทุนในระบบการผลิตอัตโนมัติซึ่งจะช่วยลดต้นทุนแรงงานได้ นอกจากนี้ HANA ยังใกล้จะเสร็จแผนการเปิดโรงงานใหม่ที่เกาะกง กัมพูชา สำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบบง่าย ดังนั้นต้นทุนค่าแรงจะยิ่งลดลงได้อีกเพราะค่าแรงที่กัมพูชาต่ำกว่าไทยและจะช่วยให้เหลือกำลังการผลิตในโรงงานเดิมเพิ่มขึ้นเอาไว้สำหรับผลิตสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงกว่าและใช้แรงงานน้อยกว่า ตามค่าคาดการณ์เฉลี่ยของสมาคมนักวิเคราะห์ลงทุน แม้กำไรของ HANA จะลดลงปีนี้ 15% โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ แต่คาดว่าปีหน้าน่าจะกลับมาเติบโต 23% ได้
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• การส่งออกช่วงเก้าเดือนแรกลดลง มูลค่าการส่งออกเดือน ก.ย. ลดลง 5.51% YoY เป็น 18.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกเก้าเดือนแรกลดลง 4.98% YoY เป็น 162 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการนำเข้าเดือน ก.ย.ลดลง 26.2% YoY เป็น 16.0พันล้านดอลลาร์สหรัฐส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเก้าเดือนแรกลดลง 10.5% เป็น 154 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รมว.กระทรวงพาณิชย์กล่าวว่าเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอและอุปสงค์ที่อ่อนกำลังจากประเทศคู่ค้าหลัก (Bangkok Post) ความเห็น: การลดลงของมูลค่าส่งออกสะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนกำลังเช่นเดียวกับปัจจัยในต่างประเทศที่เผชิญอยู่
• มาตรการภาษีจูงใจเอสเอ็มอี รมว. กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการใหม่ต่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งเห็นด้วยที่จะปรับปรุงการลงบัญชีหลังมีการตรวจสอบย้อนหลัง รมว.กล่าวว่านโยบายจะแตกต่างจากการนิรโทษกรรมทางภาษีเนื่องจากบริษัทพร้อมจะเผชิญการปฏิบัติทางกฏหมายซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ (Bangkok Post)
• อาจปรับมาตรการภาษีบุคคล กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อกระตุ้นการแข่งขันของประเทศไทยและให้สอดคล้องกับประเทศในอาเซียน (The Nation)
• ราคาน้ำมันในระดับต่ำช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสอง โดย AOT ประเมินว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนโครงการไปได้ราว 7.0 พันลบ. จากมูลค่าโครงการ 6.2 หมื่นลบ.ลงเหลือ 5.5 หมื่นลบ. ขณะที่รายละเอียดการประมูลงานโครงการก่อสร้างจะประกาศให้ทราบภายในปีนี้ และจะเริ่มกระบวนการยื่นซองประมูลในช่วง 1Q59(Bangkok Post) ความเห็น: ถือว่าอยู่ในความคาดหมายของเราสำหรับกำหนดการเวลาในก่อสร้างดังกล่าว ขณะที่เราเชื่อว่าราคาน้ำมันในระดับต่ำจะช่วยลดต้นทุนโครงการเมกะโปรเจ็คอื่นๆ และเป็นแรงกระตุ้นให้เดินหน้าการก่อสร้างโครงการเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
ต่างประเทศ:
• คาดว่าเฟดจะประกาศคำแถลงในเชิงผ่อนคลายทางการเงิน เฟดจะประกาศคำแถลงนโยบายในช่วงสรุปการประชุมที่จัดขึ้น 2 วันในวันพุธนี้ที่สหรัฐฯ มีการคาดการณ์มากขึ้นว่าเฟดจะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษจนกว่าจะถึงปีหน้า (Reuters)
• การกำหนดเพดานการก่อหนี้สหรัฐ การเจรจาตกลงเกี่ยวกับงบประมาณเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง นายจอห์น เบนเนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ และบรรดาผู้นำในสภาคองเกรสเร่งให้ปิดการเจรจาเกี่ยวกับงบประมาณสำหรับ 2 ปี และการขยายเพดานหนี้รัฐจนถึงมี.ค. 60 ก่อนที่นายเบนเนอร์จะเกษียณอายุในวันศุกร์นี้ พวกเขาคาดว่าจะสรุปเรื่องดังกล่าวได้ภายในช่วงสายวันจันทร์ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการลงมติในสภาฯ เร็วที่สุดในวันพุธ สภาคองเกรสเผชิญกับกำหนดเส้นตายในวันที่ 3 พ.ย. เพื่อขยายเพดานการก่อหนี้ของรัฐหรือเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระในส่วนที่รัฐมีข้อผูกพันและวันที่ 11 ธ.ค. เป็นกำหนดเส้นตายสำหรับงบประมาณใช้จ่ายหรือเผชิญกับแนวโน้มที่รัฐบาลจะชัทดาวน์ (Reuters)
• รัฐบาลสหรัฐจะประกาศตัวเลขประมาณการ GDP ไตรมาส 3/58 ในวันพฤหัสนี้ (Reuters)
• เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากระดับสูงสูดในรอบ 2 เดือนครึ่ง และอ่อนค่าลง 0.3% อยู่ที่ 96.837 เทียบกับเงินสกุลหลักอื่นในตะกร้าเงินเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและข้อมูลยอดขายบ้านใหม่สหรัฐที่ลดลงเช่นกัน (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทปิดลดลงเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังก่อนการประชุมเฟดเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งจะเริ่มต้นในวันอังคารนี้ ตลาดกำลังมองหาเงื่อนงำเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย หุ้นกลุ่มพลังงานมีน้ำหนักกดตลาดเนื่องจากราคาน้ำมัใหม่นร่วงลง หุ้นบ. แอปเปิลลดลงก่อนการประกาศผลการดำเนินงานรายไตรมาส (Reuters)
• ยอดขายบ้านใหม่สำหรับครอบครัวเดี่ยวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 1 ปีในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 เดือน เป็นการบ่งบอกว่าเป็นการลดความร้อนแรงชั่วคราวในตลาดบ้านใหม่ ยอดขายลดลง 11.5% อยู่ที่ 468,000 ยูนิตต่อปีซึ่งเป็นตัวเลขปรับตามฤดูกาล เป็นระดับต่ำสุดนับแต่ พ.ย. 57 ยอดขายบ้นใหม่ในเดือนส.ค. ถูกปรับลดมาอยู่ที่ 529,000 ยูนิต นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านใหม่ซึ่งคิดเป็น 7.8% ของตลาดจะร่วงลงอยู่ที่ 550,000 ยูนิต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2.0% เทียบกับเดือนก.ย. ปีก่อน (Reuters)
ยุโรป:
• หุ้นยุโรปในวันจันทร์ หลังจากความยินดีต่อการที่ธนาคารกลางจีนลดดอกเบี้ย และ ECB จะผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น เริ่มลดลง ในขณะที่นักลงทุนกลับมาระมัดระวังก่อนการประชุม Fed ซึ่งเริ่มในวันนี้ (Reuters)
• ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเยอรมันของ IFO ลดลงเล็กน้อยในเดือน ต.ค. แต่ยังคงดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเยอรมันซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ยังคงเข้มแข็ง แม้เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะชะลอตัว และแม้ต้องเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นหลังกรณี Vollswagen ฉ้อฉลการตรวจสอบปริมาณไอเสีย ดัชนีความเชื่อมั่นของ IFO ออกมาที่ 108.2 ในเดือน ต.ค. ลดลงเล็กน้อยจาก 108.5 ในเดือน ก.ย. แต่ดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดกันที่ 107.8 อย่างไรก็ตามดัชนีที่วัดความคาดหวังของบริษัทธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ 103.8 ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าจะสามารถฟันฝ่าปัญหาเศรษฐกิจไปได้ (Reuters)
เอเชีย:
• ความต้องการเงินหยวนของโลกที่จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 5.0 แสนล้านดอลลาร์ฯ หรือ 5% ของเงินทุนสำรองโลกหากมีการนำเงินหยวนเข้ารวมในตระกร้าค่าเงินอ้างอิงของ IMF ทั้งนี้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังคงเป็นสกุลเงินที่มีมูลค่าสูงสุด โดยจะคิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ตามมาด้วยเงินยูโรที่สัดส่วน 20.5% และเงินปอนด์สเตอร์ลิ่งที่สัดส่วน 5% โดย IMF จะมีการประชุมเพิ่อพิจารณาในเดือน พ.ย. และน่าจะมีการอนุมัติเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า (Reuters)
• ความคาดหวังว่า BOJ จะมีการใช้มาตรการกระตุ้นมากขึ้น โดย BOJ จะมีการประชุมนโยบายทางการเงินในวันศุกร์นี้ ซึ่งตลาดมีความเชื่อว่าจะเห็นการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตามทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ อาเบะ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่ายังไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดันต่อไป ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเมื่อวันจันทร์ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ Oversupply เนื่องจากสภาวะอากาศที่น่าจะไม่ได้หนาวเย็นอย่างที่ควรเป็น รวมถึงการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นหลายแห่งในสหรัฐฯ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง 0.45 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (ราว 1%) มาอยู่ที่ 47.54 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง 0.62 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (-1.4%) มาอยู่ที่ 43.98 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองคำเมื่อวันจันทร์ทรงตัว หลังจากที่ราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน โดยราคาทองคำเป็นไปตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มทรงตัวหลังจากที่แข็งค่าต่อเนื่อง โดยราคาทองคำตลาดจรปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย 0.02% มาอยู่ที่ 1,164.10 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือน ธ.ค. สูงขึ้นเล็กน้อย 0.3% มาอยู่ที่ 1,166.20 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ (Reuters)









