วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน 26 ตุลาคม 2558

ราคาน้ำมันดิบลดต่อหลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพุ่ง แม้ตลาดหุ้นปิดบวกหลังจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ย

- ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดลดลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยราคายังคงได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินยูโร ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ระดับ 0.05% ขณะที่นายมาริโอ้ ดรากี้ ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณว่าธนาคารจะมีการทบทวนถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหภาพยุโรเพิ่มเติมในเดือน ธ.ค. เพื่อหวังให้อัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นมาแตะระดับเป้าหมายที่ 2% ทั้งกล่าวว่าอาจมีการยืดระยะเวลาของการใช้มาตรการอัดฉีดเงินจำนวน 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน (QE) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. 58 ออกไปให้นานกว่ากำหนดการล่าสุดที่สิ้นสุดในเดือน ก.ย. ปีหน้า

- นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันล้นตลาดโดยเฉพาะในสหรัฐ หลัง EIA ประกาศปริมาณน้ำมันดิบคงคลังยังคงเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับตัวเลขหลุมขุดเจาะน้ำมันดิบล่าสุดที่รายงานโดย Baker Hughes สิ้นสุด ณ วันที่ 23 ต.ค. ลดลงเพียง 1 หลุม มาอยู่ที่ 594 หลุม ส่งผลให้ตลาดมองว่าจำนวนหลุมอาจไม่ลดลงไปมากกว่านี้และมองว่าเจ้าของหลุมอาจกลับมาผลิตใหม่หากราคาสูงขึ้น

+ ธนาคารกลางจีนประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 6 ในรอบปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ หลังจีดีพีไตรมาส 3/58 ที่เพิ่งประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้วขยายตัวที่ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1/52 ที่ 6.9% โดยการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นการลดดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 1 ปี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะเวลา 1 ปีลง 0.25% สู่ระดับ 4.35% และ 1.50% ตามลำดับ รวมถึงมีการปรับลดสัดส่วนสำรองเงินฝาก (RRR) ของธนาคารพาณิชย์และของสถาบันการเงินที่สนับสนุนธุรกิจ SMEs และภาคการเกษตรลง 0.5% มีผลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

+ ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ดีดตัวดีขึ้นตอบรับการปรับลดดอกเบี้ยของจีน และสะท้อนภาพผลประกอบการไตรมาส 3/58 ของหลายบริษัทชั้นนำได้แก่ McDonald's, EBay, Dow Chemical, Alphabet หรือ Google, Amazon และ Microsoft ซึ่งล้วนจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นแรงหนุนที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงไม่มากนัก


ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยราคาได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินในตลาดสหรัฐ ด้วย อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ในภูมิภาคยังคงไม่ร้อนแรงมากนัก โดยล่าสุด อินโดนีเซียคาดว่าจะนำเข้าน้ำมันเบนซินในเดือน พ.ย. ลดลงจากระดับ10 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ราว 9 ล้านบาร์เรล หลังโรงกลั่นใหญ่ในประเทศกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังตัวเลขปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังที่สิงคโปร์ปรับลดลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสืบเนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นในแถบเอเชียเหนือและแถบทะเลแดง นอกจากนี้ ตัวเลขสต๊อกน้ำมันดีเซลในจีนเดือน ก.ย. ปรับลดลงมากถึง 15% เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเกษตรกรรมและฤดูจับปลาในทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ดี จีนยังคงส่งออกน้ำมันดีเซลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงกลั่นต่างๆ ในเกาหลีใต้ก็ปรับเพิ่มกำลังผลิตขึ้นในไตรมาส 3 ด้วย

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- จับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 27 – 28 ต.ค. ต่อท่าทีในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งกระแสการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอ่อนค่าลง และหนุนราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น

- ทิศทางเศรษฐกิจจีนยังคงมีความไม่แน่นอน แม้รัฐบาลจีนประกาศปรับลดดอกเบี้ยครั้งใหม่เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจหลายด้านยังคงเปราะบาง ซึ่งหลายฝ่ายยังคงกังวลว่าการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงของ GDP จีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกจะยังคงส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันที่อาจชะลอตัวลงตาม

- อุปทานน้ำมันดิบยังคงล้นตลาดต่อเนื่อง แม้ล่าสุดกลุ่มโอเปคและตัวแทนจากประเทศนอกกลุ่ม ได้จัดการประชุมเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมาเพื่อหารือเรื่องภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแนวโน้มว่ากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดิบจะมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมัน

- อัตราการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องหรือไม่หลังตัวเลขหลุมขุดเจาะเริ่มคงตัว อย่างไรก็ดี สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ (EIA) ยังคงรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ (ณ วันที่ 16 ต.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน มิ.ย. หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ บางส่วนชะลอการผลิตลง

                                                    -----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999