วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไปต่อไม่ไหว

ทยอยขายทำกำไรหากดัชนีอยู่เหนือ 1420 จุด เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงแรง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ไปต่อไม่ไหว

ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มซึมลงต่ออีกวัน โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันที่อ่อนแออยู่ต่ำกว่าบริเวณ 50 เหรียญ อย่างไรก็ตาม หากดัชนีพักฐานลงใกล้ 1400 จุดในช่วงนี้จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าสะสมหุ้นเพื่อเอาไว้เล่นสั้น เพราะโดยรวมตลาดยังคงมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ดังนั้น เก็บหุ้นใกล้ๆ 1400 รอขายเมื่อดัชนีขยับขึ้นไปใกล้ 1430 จุดอีกครั้งได้

แนวรับ/แนวต้าน : 1400/1430 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : ทยอยขายทำกำไรหากดัชนีอยู่เหนือ 1420 จุด เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงแรง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ

นักลงทุนระยะสั้น : MCS (15), ASEFA (5.5)

MCS (15) เราคาดงบปี 2558 จะรายงานออกมาดีมากจากงานรับเหมาขนาดใหญ่ที่ป้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่น และงานโอลิมปิกในอนาคตช่วยหนุน sentiment ในระยะยาว บวกกับปันผลที่สูงของหุ้น MCS จึงแนะนำเก็งกำไรได้อย่างสบายใจ เพราะจะเคลื่อนไหว side way up ขึ้นไป มีโอกาสเห็น 15 บาทไม่ยากครับ

ASEFA (5.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy แรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center อีกด้วย

นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), TVO (33.75)

BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

TVO (33.75) ตลาดมันแกว่งแรงความเสี่ยงก็เยอะ เอาหุ้นปันผลสูงๆติดพอร์ตไว้ก็ดีครับ TVO ตัวนี้ Downside risk จากราคาถั่วเหลืองตกต่ำมีน้อย เนื่องจากราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของเกษตรกรสหรัฐที่ 9USD/bushel แถมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 58 ที่ดีราว 7% โดยคาดเงินปันผลปี 58 ที่ 1.62 บาท/หุ้น ประกอบกับปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐนั้นต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะมีปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ช่วยเสริม sentiment บวกให้กับราคาถั่วเหลืองในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย ดังนั้นค่อยๆเก็บสะสม TVO ถือยาวๆกินปันผลกันนะครับ

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ ธอส.เผยมาตรการกระตุ้นอสังหาฯจูงใจ ประชาชนแห่ขอกู้วันแรกกว่า 2,000 ราย ทั่วประเทศ คาด 1 หมื่นล้าน หมดภายใน 1-2 เดือน เตรียมประเมินความต้องการ ก่อนขยายวงเงินเพิ่ม ชี้ไม่กระทบสภาพคล่องธนาคาร เหตุมีสภาพคล่องเหลืออยู่กว่า 7 หมื่นล้านบาท ด้านอสังหาฯตีปีกเชื่อดันยอดจองคึกคัก ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะที่ 2 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นรายละเอียดของแผนการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม หวังสร้างผู้ประกอบการหมื่นราย

+ ผู้บริหารภาคธุรกิจมองเศรษฐกิจไทยปีหน้า ยังเติบโตได้ มองปัจจัย "เศรษฐกิจโลก" ยังเป็นปัจจัยหลัก ขณะเดียวกันเริ่มกังวล "การเมือง" กลับมาเป็นปัญหาอีกครั้ง มองการกระตุ้นลงทุนจากภาครัฐยังเป็นพระเอก ขับเคลื่อนการขยายตัวในปีหน้า ทางด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า นายฟิลิป คาลเวิร์ต เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบและแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในระบบการเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟความเร็วสูง และรถไฟทางคู่ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีการเดินรถ จึงได้ชี้แจ้งว่าไทยเปิดกว้างให้เข้าร่วมประมูลได้

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,230.54 จุด เพิ่มขึ้น 14.57 จุด หรือ +0.08%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นในกรอบที่จำกัด เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน หลังจากมีรายงานว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนขยายตัวช้าลงในไตรมาส 3 ปีนี้

- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลดลง 25.71 จุด หรือ 0.40% ที่ 6,352.33 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) นำโดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังการรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่อ่อนแอของจีนได้สร้างความวิตกกังวลว่า บริษัทสินค้าโภคภัณฑ์จะเผชิญกับความท้าทายในด้านการขยายตัวในตลาดจีน

- ดัชนีนิกเกอิปิดร่วงลง 160.57 จุด หรือ 0.88% แตะที่ 18,131.23 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากนิกเกอิพุ่งขึ้นแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้านี้ ท่ามกลางวอลุ่มการซื้อขายที่บางเบา หลังจากที่จีนเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ขยายตัวชะลอลง ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนพ.ย.ลดลง 1.37 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 45.89 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน หลังจากมีรายงานว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนขยายตัวช้าลงในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์