“ยาแรง”กระตุ้นค้าปลีก ลดทั้งแผ่นดิน ปลุกไฮซีซัน

“ยาแรง”กระตุ้นค้าปลีก ลดทั้งแผ่นดิน ปลุกไฮซีซัน

มาตรการกระตุ้นศก.ยังต้องรอผลลัพธ์กระตุกกำลังซื้อ “ยักษ์ค้าปลีก” กลางกรุง- ภูธร รอไม่ไหวโหมแคมเปญโค้งสุดท้ายปลายปี กระชากเงินนักช้อป

ปีนี้เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย เผชิญแต่เรื่องร้าย ๆ 

ยักษ์ใหญ่สหรัฐ ยุโรป อยู่ในภาวะ “รักษาตัว” ยังไม่ทันหาย 

มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน เผชิญภาวะ “ฟองสบู่” ในตลาดหุ้น ญี่ปุ่นเองยังเผชิญภาวะ “เงินฝืด”

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวลงจาก 3.3% เหลือ 3.1% ซ้ำยังเตือนว่า เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2552

โลกทรุด ไทยจะยืนหยัดอย่างแกร่งย่อมยาก ! เพราะเศรษฐกิจไทย “พึ่งพา” แรงขับเคลื่อนจากการ “ส่งออก” มาก 60-70%   

สะท้อนได้จากตัวเลขส่งออกที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) คาดการณ์ทั้งปีจะ “ติดลบ 4%" ขณะที่เอกชนมองร้ายกว่าที่ติดลบ อย่างน้อย 5%

ธนาคารโลกหั่น การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่าจะโต 2.5% จากเดิมคาดการณ์ 3% และยังระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ ถือว่าเติบโต “ช้าที่สุด” ในอาเซียน

แรงกระเทือนจากเศรษฐกิจโลก ส่งสะท้อนสู่กำลังซื้อภายในประเทศ

โค้งสุดท้ายปลายปี จึงเห็นธุรกิจ “ค้าปลีก” ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท โหมโปรโมชั่น ประเคนลด แลก แจก แถม ปลุก “ขาช้อป” กันคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อโล๊ะสต็อก -ดันยอดขายที่พลาดเป้าในช่วงก่อนหน้านี้ คืนมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่กลางกรุงและภูธร กับป้ายที่เห็นดาดดื่น จากตื่นเต้นเป็นเรื่องปกติ 

กับการลดราคาสินค้า สูงสุด 80% 

“ถ้าทุกคนอยู่กันหงอยๆเงียบๆ มีเงินเก็บไว้ ไม่ใช้จ่ายอะไร รออนาคตเรื่อยๆ ผมว่ามันไม่ใช่” เสียงสะท้อนของคนค้าปลีกอย่าง “ชำนาญ เมธปรีชากุล” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ที่สวมหมวกอีกใบในฐานะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามพารากอน รีเทล จำกัด กระตุ้นขาช้อปผู้หมดมู้ด

ประจวบเหมาะเมื่อ “สยามพารากอน” ฉลองครบ 10 ขวบปีที่เปิดให้บริการ เลยทุ่มงบ 100 ล้านบาท จัดแคมเปญใหญ่ “Siam Paragon 10th Anniversary : the Prismatic Phenomenon” ตั้งแต่ 10 ต.ค.-18 ธ.ค.58 

ซึ่งเขาบอกว่า นี่จะตอบโจทย์ให้ขาช้อป ใช้เงินอย่างฉลาด (value for money)

“เราไม่ได้ทำให้เขาสุรุ่ยสุร่าย แต่ต้องการให้เขาใช้เงินอย่างฉลาด แคมเปญนี้น่าจะสนุก มีความสุข เพราะไม่ได้คืนให้บ่อยๆ”

เขายังบอกว่า ก่อนคลอดแคมเปญ ทีมงานระดมสมองเสนอไอเดียจัดยิ่งใหญ่ ในส่วนของห้างพสรรพสินค้านำสินค้าที่เป็นที่สุดของทุกแผนกไม่ว่าจะเป็น สปอร์ตมอลล์, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, บิวตี้ ฮอลล์ นาฬิกา กระเช้าฯ มาลด แลก แจก ตลอด 10 สัปดาห์ เพื่อดักขาช้อป

“สิ่งที่เราคิดคือ ต้องมีอะไรดังๆทุกอาทิตย์ ดึงแต่ละแผนกมาสร้างไฮไลท์ จากปกติทำ 3 ปีจึงจะครบทุกแผนก” เขาเล่าเสียงสูง

ลูกค้าทั่วไปได้ ลูกค้าสมาชิกที่ถือบัตรเอ็ม การ์ด (M card) 2.5 ล้านใบ ก็ต้องสนองด้วยการแจกคะแนนมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวบัตรมา(ปี 52)คือ 10 ล้านคะแนน แรงแค่ไหน การันตีได้จากประโยคที่ว่า..แค่ฟังก็ช็อก 

เพราะปกติแจก 1 ล้านคะแนนก็สั่นแล้ว ว่าส่งคำขอไปอนุมัติผู้บริหารจะเซ็นกลับมาให้หรือไม่ 

“ไม่รู้จะเป็นครั้งเดียวหรือเปล่า แต่ต้องบอกว่าแรงจริง” เพิ่มความปังเข้าไปอีกสำหรับผู้ถือบัตรสมาชิกเอ็ม การ์ดช้อปครบ 1.5 ล้านบาทต่อวัน จะถูกยกระดับเป็นสมาชิก “แพลทินั่ม” อัตโนมัติ จากปกติต้องได้รับคำเชิญเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม โปรโมชั่น เป็นเครื่องมือการตลาดที่นำมาใช้ จะให้โดนใจผู้บริโภคมากสุด 

วินาทีนี้หนีไม่พ้น “ลดราคา” สินค้า 

“เวลาถามลูกค้าทุกครั้งก็จะบอกว่าชอบของลดราคา”

ที่สำคัญการันตีว่าปีนี้แรง ! ทั้งเรื่องการำเสนอ ไม่แค่โปรโมชั่น และคาดหวังว่าจะปลุกให้ธุรกิจค้าปลีกไตรมาส 4 ให้คึกคัก รับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มคลี่คลาย

“ที่นี่ปกติไม่จัดอะไร คนก็จะแน่น แต่การคนแน่นส่วนหนึ่ง คือคนมาทานข้าว และซื้อของจำเป็น การทำโปรโมชั่นแรง ทำให้เขา(ผู้บริโภค)ซื้อของที่คิดจะซื้อในอนาคตให้เร็วยิ่งขึ้น ไม่ต้องคอยพะว้าพะวัง จัดโปร ถ้า Impact แรง ทำให้ลูกค้าตื่นตัว ก็จะสำเร็จ และแคมเปญนี้น่าสนใจคือทำแล้วมัน Wow!”

ผู้บริหารค้าปลีกอีกราย ที่ควงกันมาเผยแคมเปญใหญ่รอบ 10 ปี “สยามพารากอน” และในฐานะเจ้าตลาดค้าปลีกบนทำเลทองย่านสยาม “มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ย้ำว่า ไฮไลท์ของแคมเปญเรียกว่า “ไม่ซ้ำแบบใคร” และสยามพารากอน ยิ่งจัดกิจกรรมยิ่งแรงทุกขึ้น ที่สำคัญคงคอนเซ็ปต์ให้ผู้บริโภคสัมผัสประสบการณ์ชอปปิง “ระดับโลก” ในทุกหมวดสินค้า เธอว่าเช่นนั้น

พิเศษกว่าใครในโลก! เห็นจะเป็นลูกค้าสมาชิกผู้ถือบัตร “Scarlet Diamond Platinum M Card” 

จะมีสิทธิ์ลุ้นบัตร “ฝังเพชร” ครั้งแรกในโลก

“นี่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยที่พยายามสร้างสรรค์ให้ลูกค้าพิเศษ” เธอบอก และขยายความว่า ลูกค้าที่ถือบัตรเอ็ม การ์ด ระดับแพลทินัม 19,500 ราย และสการ์เล็ต 500 ราย เป็นขาช้อปทีไม่ธรรมดา ตัวเลขคือจ่าย 6 หลักหรือ “แสนบาทต่อคนต่อเดือน” เมื่อหยิบยกฐานข้อมูลล่าสุดมาเล่า พบว่าใช้จ่ายภายในศูนย์การค้า 4.9 แสนบาทต่อคนต่อบิล จากปี 57 ใช้จ่าย 3.95 แสนบาทต่อคนต่อบิล เมื่อรวมช้อปในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าจะอยู่ที่ 1.3 แสนบาทอต่อคนต่อบิล จากปีก่อน 1.1 แสนบาทต่อคนต่อบิล

“ลูกค้าคนรวย เอาใบเสร็จมาสะสมคะแนน จะพบว่ายอดทั้งหมด ปีก่อนอยู่ที่ 2,050 ล้านบาท ปีนี้ 2,550 ล้านบาท” แล้วขาช้อปหนักล่ะ..จ่ายหนักแค่ไหน

เธอบอกว่า “สูงสุดคือ 170 ล้านบาทต่อคนต่อปี ที่สำคัญเป็นคนไทย” 

กิจกรรมที่จะตามมามีทั้งแบงก์ค็อก อินเตอร์เนชั่นแนล แฟชั่นวีค การผนึกกับพันธมิตรอย่างเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ เปิดตัวภาพยนตร์ตำนานอย่างเจมส์ บอนด์หรือ “007 :Spectre” และ Star Wars :Episode VII- The Force Awakens  ที่ย้ำว่าจะเป็นอีกอีเวนท์ระดับโลก

ไม่ได้มีแค่ใหญ่และใหญ่ แต่อีเวนท์ย่อย ก็ยังมีให้เห็นเฉลี่ย 10 งานต่อวัน นั่นคือสิ่งที่สยามพารากอนต้องการปลุกอารมณ์นักช้อปที่จะมีขึ้นตลอดไตรมาส 4 และแน่นอนว่าต้องการให้ 10 ปีนี้ โลกได้เห็นว่าห้างสยามพารากอนนั้นเป็น “ความภาคภูมิใจของกรุงเทพ และเป็นสมบัติล้ำค่าของโลกหรือThe pride of Bangkok, The treasure of the world  

++ห้างภูธคึกคักรับไฮซีซัน

 “สุวิทย์ ทองร่มโพธิ์” ผู้บริหารห้างเม-ญ่า เชียงใหม่ เป็นธรรมดาของไตรมาส 4 ที่จะมีอีเวนท์ใหญ่ ซึ่งห้างเม-ญ่าเองเปิดให้บริการมาได้ 1 ปี เตรียมเข็นกิจกรรมปลุกพลังนักช้อปทั้งประเพณีลอยกระทงยี่เป็ง เอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ กิจกรรมวันพ่อ เทศกาลวันคริสต์มาส และทิ้งท้ายด้วยการเคาท์ดาวน์รับปีใหม่

ที่สำคัญไฮซีซั่นเริ่มต้นแล้ว นักท่องเที่ยวมากมายที่หลั่งไหลมาเมืองเชียงใหม่ เมื่อห้างเม-ญ่าเองอยู่ในทำเลที่ใช่ จึงมั่นใจจะดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในห้างเพิ่มขึ้น 

จากปัจจุบันตัวเลขคนเข้ามาใช้บริการภายในห้างวันจันทร์-ศุกร์อยู่ที่ 2 หมื่นคนต่อวัน และเสาร์-อาทิตย์ หรือวันนักขัตฤกษ์จะอยู่ที่ 3 หมื่นคนต่อวัน แบ่งเป็นชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50% เท่ากัน โดยเฉพาะจีน

ส่วนสินค้าที่เข้ามาชอปปิงส่วนใหญ่ ก็จะเป็นของฝากของที่ระลึกต่างๆ สินค้าแฟชั่น และแบรนด์เนม

“ลูกค้าเข้ามาใช้บริการในห้างเราเติบโต 40% โชคดีเรามีกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวชาวต่างขาติเข้ามค่อนข้างมาก” เขาบอกและขยายความว่าหากเทียบกำลังซื้อของชาวเชียงใหม่ถือว่าไม่ได้สูงมากนัก

เขาบอกว่า เมื่อบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วไทยระดมจัดอีเวนท์ปลายปีนอกจากจะปลุกพลังขาช็อปได้แล้ว ตลาดค้าปลีกโดยรวมเองก็จะมีสีสันและสร้างความคึกคักได้อย่างดี และจังหวะนี้ช่างเหมาะกับการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างมาก เพราะถือเป็นไฮซีซัน อีกทั้งรัฐเองก็มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ทุกอย่างค่อนข้าง “เอื้อ” ต่อธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีทอดยาวข้ามปี ยอมรับว่า “ตลาดค้าปลีกปีนี้เหนื่อย” 

---------------------------------------

ร้านสะดวกซื้อยังไหว-ห้างใหญ่ทรุด

วิเคราะห์ผลกระทบห้างค้าปลีกทุกเซ็กเมนท์ จะพบว่า ร้านค้าใกล้บ้านอย่าง “ร้านสะดวกซื้อ” ค่อนข้างจะกระทบน้อยกว่า ศูนย์การค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ต 

โดยพบว่า คอนวีเนียน สโตร์ ในภาพรวมยัง “เติบโต 7%”

“เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายมากขึ้น ใช้จ่ายแต่ละครั้งมูลค่าน้อย แต่การเข้าร้านถี่ขึ้น การเดินทางบ่อยๆหรือไปจับจ่ายใช้สอยไกลๆ ต้องเสียค่าแท็กซี่ น้ำมัน เลยหันไปซื้อของร้านใกล้บ้าน ซื้อทีก็ไม่มาก 50-60 บาทต่อบิล” สถานการณ์เปลี่ยน ร้านสะดวกซื้อต้องรีบคว้าโอกาส แต่ละค่ายปล่อยแคมเปญล่อใจกลุ่มเป้าหมายทันที 

นั่นส่งผลให้การแข่งขันของตลาดรุนแรงตามไปด้วย นี่เป็นมุมมองจากกูรูค้าปลีกอย่าง “กันตพัฒน์ อิทธิระวิพงศ์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด เผย

เขาบอกอีกว่า ไตรมาส 4 เป็น ไฮซีซันที่ต้องกอบโกยยอดขาย เพราะอย่างลอว์สัน 108 เอง ช่วงนี้สามารถทำยอดในสัดส่วน 30% ของทั้งปี ไม่ต่างจากอีกช่วงที่ขายดิบขายดีคือหน้าร้อน

โดยได้ผนึกกำลังกับผู้ผลิตสินค้า(ซัพพลายเออร์)หลายสิบราย ปล่อยแคมเปญทิ้งทวนปลายปีชวนผู้บริโภค “มาสะสมKohta kun กันเถอะ” เมื่อซื้อสินค้าครบ 50 บาท ระดับ 1 คะแนน ครบ 10 คะแนน รับแก้ว Kohta kun ไปเลย ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.-25 พ.ย.58 แลกของพรีเมี่ยมได้ถึง 10 ธ.ค.58 โดยโปรแกรมสร้างสรรค์ขึ้นถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการ “ซื้อซ้ำ” หรือ Repeat purchasing

หลายค่ายโฟกัสไปที่แจกของพรีเมี่ยมที่มี “ไลเซ่นส์” เช่น การ์ตูนชื่อดัง เพราะขนาดใหญ่ทำได้ ทว่า ลอว์สัน 108 ยังย่อมๆ สาขาไม่มาก เลยเลือกแมวนำโชค ซึ่งช่วยสร้างความ “แตกต่าง” และอิงกับ “ความเชื่อ” ของผู้บริโภคชาวไทยได้ด้วย “ถ้าเราเลือกใช้ไลเซ่นส์ก็จะกลายเป็นว่า Me too และอาจโดนเสียงของคู่แข่งกลบ”

ผลพวงการออกสตาร์ทแคมเปญดังกล่าว เขายอกว่ายอดขาย “โต” ขึ้นทันตาเห็นอีก 8% จาก 9 เดือนที่โตอยู่แล้ว 15% นั่นคือตัวเลขพิเศษที่เกิดขึ้น “ตอนนี้เหมือนแข่งกับตัวเอง ทำยังไงให้ลูกค้าใกล้บ้านเดินเข้าร้านมากที่สุด เพราะยอดขายมันโตได้แต่ไม่ทันใจ”เขาบอกก่อนขยายความว่า

พฤติกรรมชอปปิงเป็นแบบนี้ ผู้เล่นร้านสะดวกซื้อมีแค่ 3-4 ราย ตลาดก็มีการเปลี่ยนแปลง เพราะขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากแข่งกับคู่แข่งยังต้องแข่งขันกับตัวเอง

--------------------------------------

“บิ๊กบ๊อกซ์” บูมแคมเปญ

ศูนย์การค้าวัสดุขนาดใหญ่ (บิ๊กบ็อกซ์)ก็เกาะติดกระแส อย่าง 2 ยักษ์ใหญ่ “เครือเซ็นทรัล” และ “สยามโกลบอลเฮ้าส์” ต่างปล่อยหมัดน็อกทิ้งท้ายปี

กำลังซื้อหงอยเหงาเกือบทั้งปี เป็นธรรมดาที่จะต้องหั่นงบตลาดลง ถึงจะไม่เผยตัวเลข แต่การจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นจะชะงักไม่ได้ 

ยิ่งเมื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)เคาะมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01% จาก 2% และลดค่าจดจำนองเหลือ 0.01% จาก 1% เป็นเวลา 6 เดือน และลดหย่อนภาษีเงินได้ 20% เป็นเวลา 5 ปี ล้วนช่วยปลุกในเรื่องความเชื่อมั่น ตามด้วยกระตุ้นกำลังซื้อในเซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ได้แน่นอน 

นี่คือมุมมองจก “สอางทิพย์ อมรฉัตร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด

มาตรการกระตุ้นออกมาแล้ว บรรดาบิ๊กบ๊อกซ์ก็ไม่อยู่นิ่ง จัด “ไทวัสดุ บางกอก เซลล์” ในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งเป็น “ครั้งแรก” ในรอบ 5 ปี เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาบรรดาผู้อสังหาฯจัดอีเวนท์ไม่เว้นวัน ทั้งมหกรรมบ้านคอนโด, เข็นที่อยู่อาศัยมาออกบูธตามห้างต่างๆ

งานนี้จุดเด่นอยู่ที่การผนึกพันธมิตรซัพพลายเออร์ต่างๆหั่นราคาสินค้าบ้านสูงสุด 70% ยังเซอร์ไพรส์ลูกค้าด้วยโปรแกรม “ผ่อน 0% นาน 10 เดือน” ชนิดที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วย

ส่วนที่ผ่านมาไทวัสดุได้จับมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)ขายสินค้าบ้านราคาโดนให้บรรดาสมาชิกที่ถือบัตรธกส. มหกรรมกระเบื้องที่แจกทั้งเงินและทองคำตลอดเดือนตุลาคม ซึ่งบรรดากิจกรรมแรงๆเหล่านี้หวังจะดันยอดขายไตรมาส 4 ประมาณ 4,500 ล้านบาท และปิดปีด้วยยอดขาย 1.9 หมื่นล้านบาท เติบโต 11%

“มาตรการกระตุ้นอสังหาฯออกมาเป็นเรื่อง ดีมาก ผู้บริโภคก็จะรีบโปะรีบโอนบ้าน ตรงนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก เราเองก็ต้องคิดเข็นแคมเปญการสะสมแต้ม ทุกๆอย่างมากระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อด้วย เพราะช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ยอดขายไม่ค่อยดี ส่วนยอดขายในสาขาเดิมก็โตเพียง 4% สาขาใหม่โต 12% แต่ปีนี้เราเปิดสาขาใหม่น้อย แค่ 2 แห่ง และเปิดสาขาใหม่อีกครั้ง 1 สาขา”

ออกปากว่าทั้งปีไม่ได้จัดกิจกรรมหรือทำตลาดเชิงรุกนัก ยิ่งโปรโมชั่น อีเวนท์นี่ค่อนข้างเงียบ สำหรับ “โกลบอลเฮ้าส์” ยักษ์ศูนย์การค้าวัสดุอีกราย แต่ไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นไฮซีซัน และจังหวะเหมาะกับเกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร รัฐอัดฉีดเงิน 4 หมื่นล้านบาทเข้าระบบเศรษฐกิจ “วิทูร สุริยวนากุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เลยต้องเข็นโปรโมชั่นออกมาวันแรกคือ 15 ต.ค.นี้

โค้งสุดท้ายแล้วทุ้มงบหลัก “สิบล้านบาท” ล่อใจผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าบ้านแล้วชิงโชค “มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต ใหม่” 3 คัน (1.4 ล้านบาท/คัน) หวังปั๊มการเติบโต หลัง 9 เดือนที่ผ่านมายอดขายโตราว 10-15% ใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตัวเลขค่อนข้างดูดี แต่ชำแหละไส้ในจริง เขาบอกว่าปีนี้ยอดขายวัสดุก่อสร้างหลายตัวเติบโตใน “เชิงปริมาณ” แต่ในเชิง “มูลค่า” หายไป 50% อย่างเหล็กปรับตัวลดเหลือ 10 กว่าบาท จากเดิม 20 บาทต่อกิโลกรัม นี่เป็นผลพวงจากราคาน้ำมันโลกดิ่ง

กระนั้นแม้เศรษฐกิจกำลังซื้อจะไม่ดี แต่ด้วยราคาวัสดุก่อสร้างที่ต่ำลง เขายืนยันว่าปีนี้เป็นปีที่น่าจะปลูกสร้างบ้าน..ส่วนใครจะมีเงิน ก็เปิดกระเป๋าสตางค์ตัวเองดูละกัน