'Begreening' ผู้พิทักษ์โลกใบเขียว

'Begreening' ผู้พิทักษ์โลกใบเขียว

หลายปีก่อนผู้หญิงคนหนึ่งลงไปฝังตัวที่เมืองปายเพื่อพิทักษ์ความเขียวให้ที่แห่งนี้ วันนี้เธอก่อตั้ง "Begreening"ขึ้น เพื่อคืนความเขียวให้กับโลก

“ตอนนั้นมีแต่คนหาว่าบ้า คิดอย่างไรจะไปเปลี่ยนเมืองปาย”

“น้ำหวาน-จันทิมา พิพิธสุนทร” บอกบททดสอบแรกที่เธอเจอ หลังไปฝังตัวอยู่เมืองปาย จ.แม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเมื่อหลายปีก่อน

หลายคนไปเที่ยวปาย ก็เสพแต่ความสุข สนุกสมใจก็กลับบ้าน แต่กับน้ำหวานระหว่างทางของการชื่นชมความสวย เธอสังเกตเห็นปัญหาใหญ่ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในเมืองปาย ปัญหาที่ว่าก็คือ “ขยะ” ของที่ระลึกจากนักท่องเที่ยวที่ฝากไว้ให้เมืองปาย

ที่มาของการเริ่มแผนใหญ่ จัดการปัญหาขยะให้หมดปาย ซึ่งใครหลายคนหาว่าเธอบ้า ก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คิดอย่างไรจะไปเปลี่ยนเมืองปาย น้ำหวานเริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่า “ทำได้” ด้วยการเริ่มปรึกษากับผู้ใหญ่ในพื้นที่เพื่อหาทางแก้ปัญหา และเขียนโครงการเข้าไปขอทุนตามหน่วยงานต่างๆ โดยเริ่มโครงการเมื่อปี 2554

ทุนก้อนแรกได้จากโครงการตลาดประกอบฝัน(วายไอวาย) ที่ 5 หมื่นบาท พอโครงการเริ่มใหญ่ขึ้น และใหญ่เกินตัวขึ้นเรื่อยๆ เลยเป็นที่มาของทุนก้อนที่สอง ที่ได้จากโครงการ “อี-ไอเดีย” ของบริติช เคานซิล ได้ทุนมาต่อโครงการที่ประมาณ 2.5 แสนบาท

“ตอนแรกที่เริ่มทำ เราให้กับชุมชนทั้งหมด เป็นเหมือนกับเอ็นจีโอเกือบจะ 100%”

แต่การเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร อยู่ได้ก็ด้วยทุนบริจาค เริ่มทวีความเหนื่อยหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะกว่าจะได้ทำโครงการ ก็ต้องไปขอทุน ขอให้คนอื่นช่วย นั่นคือที่มาของการคิดถึงโมเดล “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise: SE) จุดลงตัวของคนทำเพื่อสังคม ที่สามารถอยู่รอดได้ด้วยโมเดลทางธุรกิจ ซึ่งตอบโจทย์การทำเพื่อสังคมที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ที่มาของ “บีกรีนนิ่ง” (Begreening) กิจการเพื่อสังคม ที่เธอร่วมกับรุ่นพี่ศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำกิจกรรมด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียน อย่าง “บาส-วรวุฒิ ประสิทธิวุฒิศักดิ์” และ “สุ-สุภา ศิรินาม” ประสานมือกันก่อตั้งขึ้น หลังรุ่นพี่ทั้งสองได้แวะเวียนมาช่วยทำกิจกรรมที่เมืองปายอยู่บ่อยครั้ง

“ตอนที่ได้กลับไปช่วยงานน้อง อย่างแรกเลยที่รู้สึกคือ เด็กคนนี้บ้ามาก เขาไม่ได้ทำงานประจำ เรียนจบมาก็ไปฝังตัวที่ปาย พยายามหางานพาร์ทไทม์ทำเพื่อที่ตัวเองจะอยู่ได้ แล้วก็ขอทุนทำโครงการไปด้วย เห็นแล้วอยากลุยกับเขา แต่พวกผมยังลาออกจากงานประจำไมได้ เพราะมีภาระต้องดูแลพอสมควร แต่จะช่วยเขาเต็มที่”

รุ่นพี่อดีตเด็ก “หอใน” ที่ร่วมชายคาหอพักนิสิตจุฬาฯ มาด้วยกัน บอกเหตุผลที่ลงมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบีกรีนนิ่ง เพราะเห็นความมุ่งมั่น และพลังที่เต็มเปี่ยมของรุ่นน้อง

จากโครงการขยะ มาเป็นกิจการเพื่อสังคม คนทำสกัดปัญหาขยะมาตีโจทย์ใหม่ โดยพบว่า ขยะส่วนใหญ่คือ “โฟม” ที่อายุการใช้งานแสนสั้น แต่ทิ้งปัญหาให้กับโลกชั่วฟ้าดินสลาย เลยคิดพัฒนาภาชนะขึ้นมาทดแทนโฟม ที่ตอบโจทย์ทั้ง ฟังก์การใช้งาน ต้นทุน และรักษ์โลก จนมาพบพระเอกที่ชื่อ “กาบหมาก” ซึ่งคนสมัยก่อนนำมาใช้เป็นภาชนะตัก หรือใส่อาหาร เพราะมีคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน ซึ่งถ้าไม่ถูกนำมาใช้ ก็เป็นได้แค่ “เศษขยะ”

ที่มาของการทำ “ภาชนะกาบหมาก” ซึ่งสามารถทดแทนโฟมได้ แถมยังนำเข้าไมโครเวฟได้อีกด้วย โดยการนำมาขึ้นรูปด้วยความร้อน จนกลายร่างเป็น จาน ชาม พร้อมใส่อาหาร

การผลิตในช่วงเริ่มต้น ยังไม่มีโรงงานของตัวเอง เลยเลือกใช้กลุ่มแม่บ้านโอทอป ในจังหวัดนครราชสีมา ที่ผลิตภาชนะจากกาบหมากอยู่แล้วเป็นผู้ผลิตให้

“เราเอางานไปให้ชุมชนผลิตให้ แล้วเราก็ทำตลาด นั่นคือโมเดลในตอนแรก เพราะคิดว่า ไม่อยากจะไปแข่งกับธุรกิจของชุมชนที่เขามีอยู่แล้ว”

พวกเขาบอกจุดเริ่มต้น เมื่อประมาณ 3 ปี ก่อน จนเริ่มติดปัญหาว่า กำลังการผลิตไม่ทันกับความต้องการ เลยต้องเปลี่ยนวิธีมาผลิตเอง และสร้างโรงงานของตัวเองขึ้นมา

ทุนที่นำมาสร้างโรงงาน ได้จากการเข้าแข่งขันในโครงการ “เดอะ เวนเจอร์” ของ ชีวาส รีกัล ในปีที่ผ่านมา หลังผ่านเข้ารอบสุดท้าย ได้ทุนมาจำนวน 3 แสนบาท เลยต่อแผนทำโรงงานผลิตและซื้อเครื่องจักร ที่จะเริ่มผลิตได้ภายในปลายปีนี้ ด้วยกำลังการผลิตที่ประมาณ 1-2 พันชิ้นต่อวัน กับภาชนะที่มีอยู่ประมาณ 5 แบบ

“แต่กำลังการผลิตขึ้นกับวัตถุดิบที่เข้ามาด้วย เนื่องจากกาบหมากไม่ได้มีทั้งปี โดยต้นหนึ่ง ปีหนึ่งจะร่วงแค่ 2-3 ใบ ใบหนึ่งทำภาชนะไซส์ใหญ่สุดก็ได้แค่ 1-2 ชิ้น เราเลยต้องดีลกับหลายสวนมาก นี่เป็นปัญหาสำคัญเลย โดยการแก้ก็ต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่ง สำหรับตุนวัตถุดิบไว้ในช่วงที่มี ซึ่งต้องใช้เงินเยอะพอสมควร” เขาบอกโจทย์ท้าทาย

รวมถึงสถานการณ์วันนี้ที่ต้นหมากลดจำนวนลงเรื่อยๆ จากการที่คนเริ่มไม่กินหมาก ราคาหมากก็ตกต่ำ สวนหมากเลยกลายไปเป็นบ้านจัดสรร และพืชผลการเกษตรอย่างอื่นเสียมาก

“เราต้องบอกเขาว่า ถ้ายังปลูก ยังทำตลาดได้นะเพราะเพื่อนบ้านยังทานหมาก เผลอๆ อาจไม่ต้องส่งออกเองก็ได้เดี๋ยวเปิดเออีซี คนจะแห่เข้ามาซื้อเอง ขณะเดียวกันถ้าเคยไปสวนหมากจะพบว่า คือป่าดีๆ นี่เอง ซึ่งเขาสามารถทำเป็นสวนผสมได้ โดยอาจทำคูเลี้ยงปลา หรือปลูกพืชผักสวนครัว ไม้พุ่มเตี้ย ไว้ใต้ต้นหมากได้ เพื่อที่เกษตรกรจะอยู่ได้ และรักษาสวนหมากไว้ได้ด้วย”

นั่นคือพันธกิจของพวกเขา ในการขับเคลื่อนกิจการเล็กๆ นี้ให้เติบใหญ่ พร้อมกับอนุรักษ์ต้นหมากเอาไว้

โจทย์ท้าทาย อย่างจาก ทำของใช้แล้วทิ้ง วัตถุดิบหายาก มีจำนวนจำกัด แถมยังจะขายแพงมากก็ไม่ได้ เลยกลับ มาพัฒนาสินค้าที่มี “มูลค่า” มากขึ้น จากภาชนะที่ขายใบละ 5-10 บาท ก็มองที่การทำผลิตภัณฑ์ไปสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ตลาดบนคนมีกำลังซื้อ มาช่วยพยุงธุรกิจให้อยู่ได้ จะได้มีกำลังไปพัฒนาสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมป้อนโลกต่อไป

พวกเขาย้ำว่า เป้าหมายไม่ได้หวังที่ความร่ำรวย แต่ขอแค่ ได้ช่วยพิทักษ์โซนสีเขียวให้กับโลก

“เราคุยกันตลอดว่า เป้าหมายของเราคืออะไร เป้าหมายเราอาจเป็นแค่ ทำอะไรก็ได้ ให้เราอยู่ได้ แล้วโลกก็อยู่ได้ด้วย..ก็เท่านั้น” พวกเขาบอก

เจออุปสรรคมาก็มาก ทำไมถึงไม่เคยท้อกับงานนี้ คนทำบอกเราว่า เพราะรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีต่อสังคมอย่างไร ฉะนั้นแม้ระหว่างทางอาจจะเหนื่อย อาจลำบากไปบ้าง แต่ก็ไม่ท้อ เพราะถ้าผ่านมันไปได้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกมากให้โลกใบนี้

“เราอยู่ในสังคม ได้อยู่ในที่ๆ ดีแล้ว แต่ว่าในที่ๆ ดีนั้น ก็ไม่ได้ดีเสมอไป ลองเดินไปข้างทางเรายังเจอปัญหามากมาย เลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือ และแบ่งเบาปัญหาเหล่านี้” พวกเขาให้เหตุผลที่ยังคงมุ่งมั่นในทางสายนี้

ทางสายกิจการเพื่อสังคม ของเหล่ามนุษย์ตัวเขียวผู้อยากเปลี่ยนโลกด้วยสองมือของพวกเขา