สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (24 – 30 ก.ย. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้น DJIA +0.0%, DAX +0.5%, CAC ฝรั่งเศส +0.5% และ FTSE +0.5% ปรับตัวลงก่อนนำโดยหุ้นกลุ่ม Biotech หลังนางฮิลลารี คลินตันผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีให้ความเห็นว่าราคายาที่กำหนดมีความสูงเกินไป และใช้นโยบายจำกัดราคาในการหาเสียง อย่างไรก็ตามเมื่อ GDP 2Q58 ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น +3.9% qoq สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ +3.7% qoq นอกจากนี้สภาผู้แทนของสหรัฐฯมีมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราว ด้วยคะแนนเสียง 277 ต่อ 151 เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยของรัฐบาล ช่วยหนุนดัชนี
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (24 – 30 ก.ย. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 2.0% พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางเนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในวันชาติจีนวันที่ 1-7 ต.ค. นำโดยการปรับตัวลงของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ จากความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาเชิงลบอย่างต่อเนื่อง กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.หดตัวลงแรงสุดในรอบ 4 ปี อีกทั้ง Sentiment เชิงลบจากหุ้น Glencore ขณะที่กลุ่มยานยนต์ปรับตัวขึ้น หลังรัฐบาลปรับลดภาษีให้กับรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะต่ำ
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 – 30 ก.ย. 2558)
SET INDEX บรรยากาศทั้งเอเชียและยุโรปไม่เอื้อต่อการลงทุน ความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน และปัจจัยลบจากปัญหาหนี้สินของ Glencore บริษัทเหมืองแร่ขนาดใหญ่ของยุโรป อีกทั้งตัวเลขส่งออกเดือนส.ค.ของไทย หดตัวแรงกว่าคาด ดัชนีปรับตัวลงทดสอบแนว 1,340 จุด ก่อนเกิด Technical Rebound ได้ ปิดที่ระดับ 1,349.00 จุด ลดลง 26.17 จุด หรือ -1.90% ณ วันที่ 30 ก.ย.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (2 – 8 ต.ค. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 พร้อมปรับกรอบแกว่งของ SET INDEX ลงมาอยู่บริเวณ 1,330-1,370 จุด มูลค่าการซื้อขายเบาบางต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับมาอยู่ในระดับต่ำอีกครั้ง อีกทั้งภาวะการลงทุนทั่วโลกที่ขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุน ทำให้ภาพรวมของ SET INDEX กลับมาแกว่งในกรอบแคบๆ
ปัจจัยที่เราให้น้ำหนักในสัปดาห์หน้า ได้แก่
• การตัดสินใจของนายกฯ ต่อการเลือกประธาน กรธ. และคณะกรรมการ รวมทั้งหมด 21 ท่าน รวมถึง สปช. คาดว่าจะได้ข้อสรุป ภายในสุดสัปดาห์นี้
• การประชุม ครม. วันอังคาร์ที่ 6 ต.ค. กับการพิจารณามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ณ ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าจะมีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมและภาษีการโอน แต่ยังไม่มั่นใจว่า มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมอสังหาฯ ช่วงราคาใด และ อายุ โครงการ
• รายงานการประชุมเฟดวันที่ 16-17 ก.ย. จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการวันที่ 9 ต.ค. เพื่อประเมินมุมมองของเฟดต่อการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ ตามที่ประธานเฟดส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้
กลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อ” มุ่งเน้นหุ้นที่เกาะไปกับกระแสของนโยบายการเรียกความเชื่อมั่นทางการเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งในสัปดาห์นี้ ควรพิจารณากลุ่มอสังหาฯ เข้ามาในข่ายของการเก็งกำไรรอบสั้น
ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. ติดตามการประชุมธนาคารกลางที่สำคัญ BoJ / ECB / BoE ทั้งนี้ BoJ – ECB อาจส่งสัญญาณพร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมในญี่ปุ่นและอียู เริ่มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะอียู ที่เผชิญกับอัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
2. รฟท. ประกาศขายซองประมูลโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ เส้นทาง จิระ – ขอนแก่น วันที่ 2 ต.ค.
3. การปิดทำการของตลาดหุ้นจีนระหว่างวันที่ 1-7 ต.ค.
4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการจ้างงาน – ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ ของสหรัฐฯ / เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ของจีน / ดัชนี PMI ภาคบริการ และยอดค้าปลีก ของอียู / ดัชนี PMI ภาคการผลิต – บริการ และ ผลผลิตภาคอุตฯ ของ อังกฤษ









