เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ซึมลงอีกวัน
เราคาดว่าตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มซึมลงต่อ โดยปัจจัยลบหลักมาจากตัวเลขส่งออกที่ปรับลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 และปรับลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ บวกกับกลุ่มแบงก์มีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณกำไรลงจากประเด็นหนี้ SSI นอกจากนี้ภายนอกประเทศบรรยากาศยังไม่ดีนักจากความกังวลเรื่องเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งก็มีส่วนส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนค่าลงต่อและตลาดภายในเอเชียโดยรวมยังมี sentiment เป็นลบในวันนี้
แนวรับ/แนวต้าน : 1330/1370 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ และ window dressing ทยอยขายบ้างเมื่อเข้าใกล้ 1400 จุด
นักลงทุนระยะสั้น : CSS (6.20), BROCK (3.20)
CSS (6.20) ประกอบธุรกิจออกแบบและติดตั้งเสาแดงและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ลูกค้าหลักก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มสื่อสาร อย่างเช่น TRUE และ DTAC ราคาหุ้นเคยขึ้นจาก 6 บาทไป 8 บาทช่วงต้นปี แล้วก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนปัจจุบันเหลือ 5 บาทต้นๆ เพราะบริษัทประกาศยกเลิกการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า solar farm ที่ญี่ปุ่น บวกกับนักลงทุนเริ่มกังวลกันเรื่องที่บริษัทยังไม่มีงาน Backlog ที่ชัดเจนรอไว้สำหรับปีหน้าถึงแม้ว่าปีนี้จะมีรายได้และกำไรเติบโตดีก็ตาม กลยุทธ์สำหรับหุ้นตัวนี้เรามองว่า ใครที่ติดอยู่ต่ำกว่า 6 บาท อุ่นใจได้ ถือต่อและควรซื้อต่อถ้าเห็นต่ำกว่า 5 บาทอีก ภายในสิ้นปีนี้น่าจะได้เห็นกลับขึ้นไป 6 บาทได้เพราะ 1)ไตรมาส 4 ปกติและจะเป็น High season ของธุรกิจสื่อสาร ทำให้น่าจะมีงานใหม่เป็น Backlog มาเพิ่มสำหรับปีหน้า 2)การประมูล 4G จะช่วยเสริม sentiment กลุ่มสื่อสารให้เป็นบวก แต่ถ้าเห็น 6 บาทภายในสิ้นปีนี้ อย่าโลภนะครับ ต้องขาย เพราะ CSS-W1 จะหมดอายุในเดือน มี.ค.59 (120 ล้านหุ้น) 1:1.201 หุ้น ราคาใช้สิทธิ์ 1.249 บาท สรุปคือถ้าเห็น CSS ต่ำกว่า 5 บาท ซื้อ เห็น 6 บาท เผ่นครับ
BROCK (3.20) มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีมาก แถมแผนการเจรจากับพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการอสังหาในภูเก็ตกว่า 1 หมื่นล้านบาทใกล้จะประกาศออกมาในอีกไม่ช้า จึงเหมาะไว้เล่นสั้นเก็งกำไร ถ้ายืนเหนือ 2.80 ได้สักพักจะไปต่อได้อีกถึง 3.20 ก็ไม่ยาก
นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), TVO (33.75)
BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
TVO (33.75) ตลาดมันแกว่งแรงความเสี่ยงก็เยอะ เอาหุ้นปันผลสูงๆติดพอร์ตไว้ก็ดีครับ TVO ตัวนี้ Downside risk จากราคาถั่วเหลืองตกต่ำมีน้อย เนื่องจากราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของเกษตรกรสหรัฐที่ 9USD/bushel แถมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 58 ที่ดีราว 7% โดยคาดเงินปันผลปี 58 ที่ 1.62 บาท/หุ้น ประกอบกับปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐนั้นต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะมีปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ช่วยเสริม sentiment บวกให้กับราคาถั่วเหลืองในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย ดังนั้นค่อยๆเก็บสะสม TVO ถือยาวๆกินปันผลกันนะครับ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ คลังเตรียมออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแสนล้านลงทุนเมกะโปรเจค รวมเป็นกองเดียว มั่นใจนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศสนใจ เชื่อผลตอบแทนจูงใจ รัฐบาลรับประกันช่วงแรก ขณะแวดวงตลาดทุนขานรับ มั่นใจนักลงทุนสนใจ-ไม่กระทบสภาพคล่อง
- ทีมเศรษฐกิจถกสถานการณ์ส่งออกห่วงติดลบต่อเนื่องถึงปีหน้า ฉุดเศรษฐกิจหนัก ด้าน "สุวิทย์" เตรียมปรับแผนรวมกลุ่มคลัสเตอร์ หารือนายกฯ ส่วน รมว.คลังยันรีดภาษีแวต 7% ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แจงเก็บอัตราเก่าถึง 30 ก.ย.59 ด้าน สศค.แจงฐานะการคลังภาคสาธารณะ 9 เดือนแรกปีงบ 58 ขาดดุล 4.36 หมื่นล้านบาท ย้ำรัฐเดินหน้านโยบายขาดดุลสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่าแม้การ ส่งออกจะติดลบแต่ก็ไม่เซอร์ไพรส์ แต่ถ้าการส่งออกของไทยยังติดลบ 3 ปีติดต่อกันไปแบบนี้ ปีหน้าจะค่อนข้างอันตราย เพราะรายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 70% ของจีดีพี ภาครัฐจึงต้องเร่งเรื่องของการลงทุนที่จะเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะ 19 โครงการ เพื่อเป็นแรงส่งให้เอกชนลงทุนตาม
+ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมทีมเศรษฐกิจที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ได้หารือร่วมกันถึงแผนการเร่งผลักดันนโยบายให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2558-2560 โดยจะเน้นคุณภาพนักท่องเที่ยว มุ่งเน้นกระจายรายได้ และสร้างความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการ ส่งเสริมให้ใช้สินค้าท้องถิ่นมากขึ้น ฝันปี'60 รายได้ทะลุ 2.5 ล้านล้าน เน้นสินค้าชุมชน-เชื่อมอาเซียน
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,001.89 จุด ร่วงลง 312.78 จุด หรือ -1.92%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 300 จุดเมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจี(NBS) เปิดเผยว่า ผลกำไรของบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนร่วงลงอย่างหนักในเดือน ส.ค. นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์และกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพรวมทั้งถ้อยแถลงของนายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กที่ระบุว่าเฟดจะยุติการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษก่อนสิ้นปีนี้
- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลดลง 150.15 จุด หรือ 2.46% ที่ 5,958.86 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (27 ก.ย.) หลังจีนเปิดเผยว่า กำไรของภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบไม่ต่ำกว่า 4 ปีในเดือนส.ค. ซึ่งกระตุ้นความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
- ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 235.40 จุด หรือ 1.32% ปิดที่ 17,645.11 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่ญี่ปุ่นจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน พ.ย.ลดลง 1.27 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิดที่ 44.43 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (28 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่บ่งชี้ถึงภาวะอุปทานน้ำมันที่สูงขึ้น รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน









