ลดพอร์ต (ถือหุ้น< 50%) และขายตัดขาดทุน หากดัชนีต่ำกว่า 1360 จุดลงมา
Market Outlook
คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ผันผวน และเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการทำ window dressing คงคำแนะนำ ลดพอร์ตเหลือน้อยกว่า 50% ของพอร์ต และตัดขาดทุนหากต่ำกว่า 1360 จุด
คาดดัชนีฯ ผันผวน ในกรอบ 1330-1400 จุด ประเด็นเศรษฐกิจจีน อาจมีผลกระทบเชิงลบต่อตลาดลดลง ตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์นี้ จากเทศกาลหยุดยาว 1-7 ต.ค. (National Day) ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังจากประธานเฟดเยลเล่นส่งสัญญาณชัดเจนว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยฯในปีนี้ (คาดเดือน ธ.ค.) แต่เป็นบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนประเด็นอื่นๆที่มีผลต่อตลาดฯ จะมาจาก การสิ้นสุดของการทำ Window Dressing และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจโลก ที่จะทยอยประกาศออกมาเป็นจำนวนมาก (รายงานจ้างงานสหรัฐฯ รายงานทังกันญี่ปุ่น รายงานดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงเงินเฟ้อไทย) ทั้งนี้ ตั้งแต่ปลายสัปดาห์นี้ เป็นต้นไป ตลาดฯ จะเริ่มหันไปให้ความสนใจต่อแนวโน้มผลกำไรบริษัทจดทะเบียน 3Q58 มากขึ้น ตามลำดับ นำโดย สหรัฐฯ สถาบันการเงินไทย ฯลฯ
ปัจจัยต่างประเทศ : ที่น่าจับตา ได้แก่ US - รายงานจ้างงานเดือน ก.ย.จะเป็นไฮไลท์สำคัญสัปดาห์นี้ (วันศุกร์ คาดจ้างงานเพิ่มขึ้น 203 k Vs เดือนส.ค. 173k แต่อัตราว่างงานเท่าเดิม 5.1%) และวันพุธ 30 ก.ย. ครบกำหนดเส้นตายของ US Fiscal 2015 ส่งผลหน่วยงานของรัฐ ฝ่ายบริการ ที่ไม่จำเป็น เช่น สวนสาธารณะบริการโทรศัพท์เรื่องภาษี ฯลฯ อาจไม่สามารถดำเนินการต่อได้ จนกว่าสภาคองเกรสอนุมัติงบปี 59 (เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยหยุดชั่วคราวไป 16 วันช่วง ต.ค.56) สุนทรพจน์ของประธานเฟดสาขาต่างๆ วันจันทร์- อีแวนส์ของสาขาชิคาโก , วิลเลียมส์ของสาขาซานฟรานซิสโก วันพฤหัสฯ- ประธานเฟด เยลเล่นและ Bullard เฟดสาขาเซนต์หลุยส์ พูดที่เมืองเซนต์หลุยส์ วันศุกร์-รองประธานเฟด Fisher พูดที่บอสตัน
ประเด็นน่าสนใจอื่นๆ ได้แก่ วันจันทร์-การประชุมสหประชาชาติครบรอบ70ปี โดยประเด็นหารือ เป็นเรื่องสงครามซีเรีย ผู้อพยพในยุโรป โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน โดยประธานาธิบดีโอบามา ปูติน และ Rouhani อิหร่าน จะมีสุนทรพจน์ วันอังคาร-Japan นายกฯ อาเบะ มีสัมภาษณ์ที่สำนักงานบลูมเบิร์ก นิวยอร์ค และ G-20 รมว. พลังงานรวมถึง ซาอุฯ รัสเซีย เม็กซิโก ประชุมที่เมืองอิสตันบุล ไทย-วันจันทร์ รายงานดุลการค้า เดือน ส.ค. (คาด ดุลการค้า +$1.12bn. ส่งออก -3%y-y นำเข้า -2.5%y-y Vs ก.ค. +$0.77bn. ส่งออก -3.5% y-y นำเข้า -12.7%y-y) วันพุธ-ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ส.ค. (คาด+$1.08bn. Vs ก.ค. $2.12bn.) วันพฤหัสฯ- เงินเฟ้อเดือน ก.ย. (-1.1%y-y Vs -1.1%y-y)
กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ :
+ กลุ่มรับเหมาฯ และวัสดุฯ (แนะนำ CK SEAFCO) ความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้ารางคู่ เส้นแก่งคอย- คลอง 19 ซึ่งมีกำหนดยื่นซอง 30 ก.ย. นี้ ก่อนประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติ 26 ต.ค. และ E-Auction 5 พ.ย. นี้ รวมถึง รองนายกฯสมคิด เสนอให้รัฐบาลอนุมัติ 5 โครงการขนาดใหญ่ มูลค่า 2 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ (รถไฟฟ้า 3 สาย อาทิ ส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน บางซื่อ-กาญจนาภิเษก 8.25 หมื่นลบ. สายสีชมพู แคราย- มีนบุรี 5.67 หมื่นลบ. และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าวถึงสำโรง มูลค่า 5.48 หมื่นลบ.) และโครงการโรงไฟฟ้า ขยะ อบจ. นนทบุรี 4.1 พันลบ. และเทศบาทนครราชสีมา 2.25 พันลบ.) ภายใต้นโยบาย Public-Private Partnerships เป็นภาพบวกต่องานเพิ่มเติมของกลุ่มรับเหมาฯใน 1-2 ปีนี้
+ กลุ่มบ้าน (แนะนำ PS LPN SPALI) จับตานโยบายกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง โดยตลาดฯ คาดอาจมีการลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอน, การลดภาษีธุรกิจเฉพาะ และการลดค่าจดจำนอง ซึ่งคาดจะเข้า ครม. ภายใน 2 สัปดาห์นี้ จะเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มที่อยู่อาศัย ที่ขายราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท
- กลุ่มแบงก์ (แนะนำ BBL): สินเชื่อสุทธิเดือน ส.ค. อยู่ที่ 2.03 หมื่นลบ. +0.2%m-m +3.64%y-y กระเตื้องขึ้นเป็นครั้งแรกรอบ 4 เดือน แต่ YTD +1.12% โดยสินเชื่อธุรกิจ SME เป็นตัวนำในการเติบโต ส่งผลแนวโน้มสินเชื่อ 3Q58F คาดเติบโตต่ำกว่า 4%y-y เป็นผลจากปัญหาหนี้เสียในบริษัทขนาดใหญ่บางแห่งและนโยบายเครดิตที่เข้มงวดของ
ธนาคาร และการเบิกใช้สินเชื่อของภาคเอกชนแบบระมัดระวัง ส่วนแนวโน้ม 4Q58F คาดดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 9 เดือน แรกปีนี้ จากปัจจัยฤดูกาลและแรงหนุนจากมาตรการช่วยเหลือ SME ของภาครัฐ ส่งผลสินเชื่อปีนี้คาดเติบโต 4-5%
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
- ธปท. ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 58 เหลือโต 2.7% (จากเดิมคาดโต 3.0%) ซึ่งเท่ากับประมาณการของธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่เพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 2.7% (Vs เดิม 3.6%) และใกล้เคียงกับประมาณการของเรา (ที่ 2.6%) เราคาดว่า โอกาสทีจะเห็น Consensus เกิด GDP Downward Revision รอบใหม่ มีความเป็นไปได้สูง อิง Consensus ปัจจุบันที่ยังคงเติบโตสูงกว่า 3% ในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลลบต่อกลุ่มสถาบันการเงิน
+ US Economy เติบโตแข็งแกร่ง โดย 2Q58 ครั้งสุดท้ายเติบโต 3.9%q-q (Vs เดิม 3.7%q-q) สอดคล้องกับประธาน เฟดเยลเล่น กล่าวสุนทรพจน์ในงานบรรยายเรื่อง พลวัตรเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน เมื่อคืนวันพฤหัสฯว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และตามด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปหลังจากนั้น” โดยประธานเฟดมีมุมมองบวกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะในส่วนของตลาดแรงงาน และกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อว่า เมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะจ้างงานเต็มที่ และ shock ต่างๆ ได้หมดไป อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าระดับก่อนวิกฤตที่เฉลี่ย 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด เนื่องจากเงินเฟ้อที่ตกต่ำ มาจากผลของราคาน้ำมันดิบที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นหลัก ทั้งนี้ Capital Economics คาดปี 58 จะรายงานเศรษฐกิจเติบโต 2.5% และ Fed Fund Rate อยู่ที่ 0.25-0.5% ก่อนปรับขึ้น อย่างน้อย 1% ในปี 59
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เราคาดว่าแม้คำกล่าวเฟดจะช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด แต่ทิศทางดอลลาร์ที่แข็งค่าจะกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า และกระตุ้นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง จึงคาดแม้อาจเห็นการดีดตัวขึ้นระยะสั้น แต่อัพไซต์น่าจะยังจำกัด ขณะที่เราคงมุมมองระยะ 1-3 เดือน ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นไทย อิงจากสถิติที่ผ่านมาดัชนี SET มีความสัมพันธ์เชิงลบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (ดูรูปประกอบในเล่ม) ประกอบกับ ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้เฟด ต้องมีการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินจากการทำ QE ควบคู่ไปกับการขึ้นดอกเบี้ย เราจึงคาดว่ามีโอกาสที่จะเห็นเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ที่ขณะนี้มีปัญหาเรื่องค่าเงินอ่อน ค่ามากในหลายประเทศ รวมถึงไทย









