วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับฐานสู่แนว 1370 จุด

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐและยุโรป (17-23 ก.ย. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับตัวลง DJIA -2.8%, DAX -6.0%, CAC ฝรั่งเศส -4.6% และ FTSE -3.2% ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง หลังเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0-0.25% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้หุ้นโฟล์คสวาเกนปรับตัวลงแรง เนื่องจากอาจถูกปรับเงินถึง US$1.8 หมื่นล้าน จากการตกแต่งระบบ Software เพื่อทดสอบระบบมลพิษให้ออกมาดีกว่าความเป็นจริง 

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (17-23 ก.ย. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 1.2% แม้ว่าจะปรับตัวขึ้นก่อนช่วงต้นสัปดาห์ต่อมุมมองเชิงบวกจากการเยือนสหรัฐฯของประธานาธิบดี Xi Jinping นอกจากนี้แรงเก็งกำไรต่อการเชื่อมของตลาดหุ้น London และ Shanghai หลังทางการอังกฤษระบุอยู่ในระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งการเชื่อมโยงของตลาดหุ้นทั้งสอง รวมถึงการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่พลิกมาปรับตัวลงเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจออกมาเชิงลบ ส่งสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากขึ้น โดยดัชนี CAIXIN Flash PMI ภาคการผลิตของจีนเดือน ก.ย. อยู่ที่ 47 จุด โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (17-23 ก.ย. 2558)

SET INDEX ปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา แรงขายหุ้นในกลุ่มธนาคารกรณีการปิดโรงงานถลุงเหล็กของ SSI ส่งผลกระทบต่อ KTB / SCB / TISCO นอกจากนี้เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจจีนอย่างดัชนี PMI ภาคการผลิตออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดและเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ทำให้บรรยากาศการลงทุนในเอเชียเป็นลบ และหุ้นหลักอย่าง SCC ปรับฐานลงแรงจากความกังวลต่อโอกาสเกิดขาดทุนจากสต็อกปิโตรเคมี ปิดที่ระดับ 1,375.17 จุด ลดลง 6.63 จุด หรือ -0.48% ณ วันที่ 23 ก.ย.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (25 ก.ย.-1 ต.ค. 2558)

MBKET ปรับลดน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” จาก 2 สัปดาห์ก่อนหน้า “กลางถึงบวก” แม้ว่า SET INDEX จะยังสามารถทรงตัวเหนือ 1,350 จุดได้ แต่ด่านสำคัญ 1,400 จุดยังไม่น่าผ่านตามที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า ทั้งนี้ปัจจัยเด่นในสัปดาห์หน้าที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

       - การเป็นองค์ปาฐกถาของประธานเฟด Janet Yellen ช่วงเช้ามืดวันที่ 25 ก.ย. (ตามเวลาประเทศไทย) ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต่างรอฟังคือ
            - มุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก ที่ดูเสี่ยงต่อการเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยประเมินไว้ มากน้อยเพียงใด

            - ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เฟดจะยังคงยืนยันขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ หรือ จะเลื่อนไปเป็นปีหน้า ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ/การเคลื่อนย้ายเงินทุน/การลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง-safe haven

 

     - ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค. ธปท. รายงานวันที่ 30 ก.ย. เราให้น้ำหนักกับตัวเลขการผลิต/การบริโภค ขณะที่การส่งออกของไทยเชื่อว่าจะยังไม่เห็นการฟื้นตัว เพราะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

       - การประชุมครม.ทุกวันอังคาร อาจมีการพิจารณาแผนการลงทุนขนาดใหญ่ที่รอการพิจารณาและอนุมัติ ได้แก่ รถไฟฟ้า 5 เส้นทาง และ โครงการแอร์ลิงค์ส่วนต่อขยาย มูลค่ารวมกว่า 4.2 แสนล้านบาท

       - และการเริ่มเข้าสู่ช่วงประมาณการผลการดำเนินงาน 3Q58 ของกลุ่มธนาคาร ประเด็นสำคัญคือทิศทางการเพิ่มขึ้นของ NPLs และ SML (Special mention loans) จะยังเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งหรือเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว รวมถึงการตั้งสำรองพิเศษของ KTB/SCB/TISCO กับกรณีหนี้ของ SSI

กลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อ” มุ่งเน้นหุ้นที่เกาะไปกับกระแสของนโยบายการเรียกความเชื่อมั่นทางการเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งในสัปดาห์นี้ ควรพิจารณากลุ่มอสังหาฯ เข้ามาในข่ายของการเก็งกำไรรอบสั้น ต่อมาตรการกระตุ้นระยะสั้นจากทางกระทรวงการคลังที่จะเสนอต่อครม.ในต้นเดือนต.ค.

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่

1. ติดตามการประชุมของผู้นำของแต่ละประเทศ ที่องค์กรสหประชาชาติ จนถึงสิ้นเดือนก.ย. อาจมีประเด็นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่น่าสนใจ

2. ติดตามการประชุม ครม. ทุกวันอังคาร สัปดาห์หน้านี้ อาจมีการพิจารณาและอนุมัติ แผนการลงทุนขนาดใหญ่

3. การปิดทำการของตลาดหุ้นจีนระหว่างวันที่ 1-7 ต.ค.

4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การจ้างงานภาคเอกชน และ ดัชนี ISM ภาคการผลิต ของสหรัฐ/อัตราการว่างงาน และ อัตราเงินเฟ้อ ของอียู/ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค-

GDP ใน 2Q58 ของอังกฤษ/ผลผลิตภาคอุตฯ และ ดัชนีทังคัง ญี่ปุ่น/ดัชนีชี้นำ ของจีน