วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

OTO - ซื้อ

อัพไซด์ในปี 2559 จากงานโครงการสายด่วนฉุกเฉิน 911 ของกสทช.

ประเด็นการลงทุน

เราเชื่อว่าการเซ็นสัญญาใหม่สำหรับงานคอลล์เซ็นเตอร์ของ OTO มีความชัดเจนและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 โดยเริ่มจากการเซ็นสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทยมูลค่า 130 ล้านบาทในเดือนก.ย. และแนวโน้มของการเซ็นสัญญางานคอลล์เซ็นเตอร์ขนาดใหญ่กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมูลค่า 200 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนก.ย.หรือต.ค. 2558 นอกจากนี้เราประเมินว่าอัพไซด์อย่างมีนัยสำคัญจะมาจากการเปิดประมูลงานโครงการสายด่วนฉุกเฉิน 911 ของกสทช.มูลค่า 1 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าภายในไตรมาส 4/58 หรือไตรมาส 1/59 และเนื่องจากมูลค่างานใหม่ที่เซ็นสัญญาเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดสำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 รวมถึงมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (backlog) ณ สิ้นปี 2558 ที่สูงกว่าคาดก่อนหน้า เราจึงทำการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 8% (มาอยู่ที่ 97 ล้านบาท) และปรับราคาเป้าหมายซึ่งประเมินด้วยวิธี PEG เพิ่มขึ้นอีก 7% (มาอยู่ที่ 7.25 บาท) เพื่อสะท้อนรายได้ปี 2559 ที่ปรับเพิ่มขึ้นอีก 5% (มาอยู่ที่ 1 พันล้านบาท) เราปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ซื้อเก็งกำไร” เป็น “ซื้อ”

คาดมูลค่างานใหม่ที่เซ็นสัญญา 550 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง

เราเริ่มเห็นความชัดเจนสำหรับการเซ็นสัญญางานใหม่ของ OTO มากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งเริ่มจากการเซ็นสัญญางานโครงการสายด่วน 1579 กับกระทรวงศึกษาธิการมูลค่า 12 ล้านบาทเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา และงานโครงการสายด่วน 1690 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นการต่ออายุสัญญาออกไปอีก 3 ปี) มูลค่า 130 ล้านบาทเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมาเช่นกัน นอกจากสัญญาหรืองานโครงการที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว เราคาดว่า OTO จะทำการเซ็นสัญญางานคอลล์เซ็นเตอร์อีก 5 สัญญาในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ได้แก่ การต่อสัญญา 3 ปีของงานคอลล์เซ็นเตอร์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในเดือนก.ย.หรือต.ค. (มูลค่า 200 ล้านบาท) งานคอลล์เซ็นเตอร์อายุ 5 ปีของเอ็กซ์ซอนในไตรมาส 4/58 (มูลค่า 70 ล้านบาท) งานคอลล์เซ็นเตอร์สำหรับส่วนของงานขาย (turnkey) อีก 3 สัญญาของทีโอทีในไตรมาส 4/58 (มูลค่ารวมกันของสามสัญญาอยู่ที่ 100 ล้านบาท) และงานคอลล์เซ็นเตอร์สำหรับลูกค้ารายอื่นๆ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานกสทช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (มูลค่ารวมกันทั้งสิ้น 50 ล้านบาท)

คาดมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (backlog) ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท

เราคาดว่า OTO จะทำการเซ็นสัญญาใหม่สำหรับงานคอลล์เซ็นเตอร์มูลค่า 550 ล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 เทียบกับงานใหม่ที่เซ็นสัญญามูลค่า 455 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ภายใต้สมมติฐานว่า OTO ทำการเซ็นสัญญางานคอลล์เซ็นเตอร์กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมูลค่า 200 ล้านบาททันภายในเดือนก.ย.นี้ เราคาดว่ามูลค่างานใหม่ที่เซ็นสัญญาจะอยู่ที่ 350 ล้านบาทในไตรมาส 3/58 และ 200 ล้านบาทในไตรมาส 4/58 เราคาดว่ามูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (backlog) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนก.ย.และสิ้นปี 2558 (จาก 1.3 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2558) ซึ่งถือว่าครอบคลุมรายได้รวมสำหรับทั้งปี 2559 ไปแล้ว เราคาดรายได้ไตรมาส 3/58 ที่ 230 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11% YoY แต่ลดลง 1% QoQ) และรายได้ไตรมาส 4/58 ที่ 225 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 22% YoY แต่ลดลง 2% QoQ) ในขณะที่คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/58 ทื่ 21 ล้านบาท (ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 8% QoQ) และกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 25 ล้านบาท (พลิกกลับจากขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/57 ที่ 2 ล้านบาทและ เพิ่มขึ้น 26% QoQ)

อัพไซด์อย่างมีนัยสำคัญในปี 2559 จะมาจากงานโครงการสายด่วน 911 มูลค่า 1 พันล้านบาท

เราคาดว่าจะเห็นทีโออาร์ของงานโครงการสายด่วยฉุกเฉิน 911 ของกสทช. (ซึ่งรวมเอาสายด่วนเหตุฉุกเฉินต่างๆ เข้ามาไว้ในเบอร์เดียวกัน) ออกมาภายในไตรมาส 4/58 หรือไตรมาส 1/59 ซึ่งมีมูลค่ารวมของงานโครงการนี้อยู่ที่ 1 พันล้านบาทซึ่งประกอบไปด้วยรายได้จากงานขาย (turnkey) มูลค่า 500 ล้านบาทโดยจะทำการบันทึกเป็นรายได้ครั้งเดียวในปี 2559 และรายได้จากงานบริการคอลล์เซ็นเตอร์ครบวงจรมูลค่า 500 ล้านบาทโดยจะทำการทยอยบันทึกเป็นรายได้ภายใน 5 ปีในช่วงระหว่างปี 2560-64 หรือคิดเป็น 100 ล้านบาทต่อปี เราประเมินว่า OTO มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ชนะงานโครงการนี้สูงมาก เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการคอนแท็กซ์เซ็นเตอร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและมีจำนวนพนักงานมากที่สุด 2,500 ราย ภายใต้สมมติฐานว่า OTO ชนะงานประมูลโครงการดังกล่าวนี้ และสมมติฐานของอัตรากำไรสุทธิสำหรับงานโครงการนี้ที่ 8% เราประเมินว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิของ OTO ในปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 40 ล้านบาท (หรือคิดเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ของเราประมาณ 41%) และถ้าอ้างอิงจากอัตราส่วน PER ที่ 21 เท่าในปี 2559 ซึ่งอ้างอิงจากราคาเป้าหมายของเรา เราประเมินว่าจะส่งผลให้ราคาเป้าหมายของเราเพิ่มขึ้นได้อีก 3 บาทต่อหุ้น