หลังจากเป็นหุ้น laggard มานาน 1 ปี ราคาหุ้น GLOBAL ก็พลิกกลับมา outperform กลุ่มพาณิชย์ได้ 26% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
สะท้อนผลประกอบการไตรมาส 2/58 ที่ฟื้นตัวดีขึ้น (+37% YoY เทียบกับกลุ่มพาณิชย์ที่ +19% YoY) แนวโน้มเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 3/58 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายสาขาเดิมที่มีอัตราเติบโตเป็นบวก การขยายสาขาเชิงรุก และอัตรากำไรที่กว้างขึ้นจากการบริหารสินค้า private brand ได้ดีขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ตั้งเป้ากระตุ้นการอุปโภคบริโภคในชนบทจะส่งผลดีต่อ GLOBAL เนื่องจากรายได้ทั้งหมดของบริษัทมาจากต่างจังหวัด แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่กลางปี 59 ที่คำนวณได้จากวิธี DCF ที่ 13.5 บาท (เทียบกับราคาเป้าหมายปลายปี 58 ที่ 12 บาท)
ยอดขายสาขาเดิมตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/58 ถึงปัจจุบันมีอัตราเติบโตเป็นบวก ในไตรมาส 2/58 ยอดขายสาขาเดิมของ GLOBAL เติบโตเพิ่มขึ้นที่ 4.4% YoY (เทียบกับ 0.4% ในไตรมาส 1/58 และ -11% ในไตรมาส 2/57) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากผลกระทบจากการแย่งชิงยอดขายระหว่างสาขาที่ลดน้อยลง (สาขาที่อุดรธานี หนองคาย และชลบุรี เปิดดำเนินงานครบปีในเดือน เม.ย. 2558) และการกลับมาเปิดสาขาสุรินทร์ (ปิดไปเป็นเวลา 5 เดือนหลังจากกำแพงคอนกรีตถล่มในเดือน พ.ค. 2557) ยอดขายสาขาเดิมตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/58 ถึงปัจจุบันมีอัตราเติบโตเป็นบวกเล็กน้อยจากฐานต่ำในปีก่อน (-7% YoY ในไตรมาส 3/57 เพราะได้รับผลกระทบจากการแย่งชิงยอดขายระหว่างสาขาและการปิดสาขา) GLOBAL คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะเริ่มเห็นผลตอนปลายไตรมาส 4/58 GLOBAL ตั้งเป้ายอดขายสาขาเดิมโตเกือบ 3% ในปี 2558 (เทียบกับ +2.4% ในช่วงครึ่งแรกปี 58 และ -6% ในปี 2557)
ขยายสาขาเชิงรุกมากที่สุดในประเทศไทย GLOBAL ยังคงเป้าขยายสาขาเชิงรุก โดยจะเปิดสาขาเพิ่ม 7 สาขาต่อปีในปี 2558-63 (เทียบกับ 5 สาขาในปี 2557) หลังจากเปิดสาขาไปแล้ว 2 สาขาในช่วงครึ่งแรกปี 58 (เพชรบูรณ์ และบุรีรัมย์) บริษัทจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 1 สาขาในนครนายกในไตรมาส 3/58 และ 4 สาขาในไตรมาส 4/58 ในยโสธร บึงกาฬ ปราณบุรี และศาลายา ขณะที่ในปี 2559 บริษัทจะเปิดสาขาใหม่ 7 สาขาในเชียงราย กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สิงห์บุรี สมุทรสงคราม และปทุมธานี บริษัทไม่คิดว่าทำเลที่ตั้งสาขาใหม่ในปีนี้จะส่งผลกระทบทำให้เกิดการแย่งชิงยอดขายระหว่างสาขาเหมือนในปี 2557
ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ GLOBAL จะขยายธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างในรูปแบบคลังสินค้าสู่อาเซียน ผ่านทางบริษัทโกลบอลเฮ้าส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (GLOBAL ถือหุ้น 50% และ SCC ถือหุ้น 50%) โดยสนใจเข้าลงทุนในเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว เนื่องจากมองว่าขนาดตลาดน่าดึงดูด และรูปแบบเหมาะสมกับตลาดเหล่านี้ บริษัทกำลังหาพันธมิตรท้องถิ่น โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จในไตรมาส 4/58 เป็นอย่างเร็ว แม้บริษัทจะเริ่มลงทุนในขนาดเล็กๆ แต่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้ภายใน 1 ปี เนื่องจากต้นทุนค่าแรงถูกกว่าในประเทศไทย แต่ใช้เงินลงทุนเท่ากันกับในประเทศไทย
อัตรากำไรจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง GLOBAL คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นอีกในช่วงครึ่งหลังปี 58 หลังจากเพิ่มขึ้นสู่ 15.8% ในช่วงครึ่งแรกปี 58 (+0.9% YoY คิดป็นสามเท่าของค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ที่ +0.3% YoY) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับวิธีขายสินค้า private brand ซึ่งให้อัตรากำไรประมาณ 40% สูงกว่าอัตรากำไรที่ 12-13% ของสินค้าแบรนด์อื่นอย่างมาก กลยุทธ์สำหรับสินค้า private brand ประกอบด้วย การแต่งตั้งพนักงานขายตรงเพื่อผลักดันสินค้า และการปรับบรรจุภัณฑ์และการกำหนดราคา บริษัทเริ่มนำกลยุทธ์นี้มาใช้กับบางสาขาในไตรมาส 1/58 และขยายไปยังทุกสาขาภายในไตรมาส 2/58 สัดส่วนยอดขายสินค้า private brand ต่อยอดขายทั้งหมดปรับเพิ่มขึ้นสู่ 12.5% ในไตรมาส 2/58 จาก 11% ในไตรมาส 1/58 และ 10.5% ในปี 2557 บริษัทหวังว่ากลยุทธ์นี้จะช่วยหนุนให้สัดส่วนยอดขายสินค้า private brand ต่อยอดขายทั้งหมดปรับเพิ่มขึ้นสู่ 15% ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ การก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าระบบอัตโนมัติแห่งใหม่จะแล้วเสร็จตอนกลางปี 2559 GLOBAL เชื่อว่าศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้จะช่วยให้บริษัทสามารถบริหารสินค้า private brand ได้ดีขึ้น และลดระยะเวลาสินค้าคงคลังลงจาก 150 วัน เหลือ 120 วันภายใน 1 ปี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่นี้จะถูกชดเชยด้วยรายได้จากซัพพลายเออร์ เนื่องจากการส่งมอบสินค้าสำหรับซัพพลายเออร์จะทำได้สะดวกมากขึ้น









