วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Auto Sector - เท่าตลาด

ส่งออกรถ ก.ค.พลิกเติบโต แต่ทั้งปีลดเป้าผลิตลง

ยอดส่งออกรถ ก.ค. พลิกเติบโต YoY อีกครั้ง

สถานการณ์การส่งออกรถยนต์ในเดือน ก.ค. มีทิศทางดีขึ้น โดยพลิกกลับมาเติบโต 12% YoY อยู่ที่ 102,359 คัน เทียบ 2 เดือนก่อน พ.ค – มิ.ย.ที่ติดลบ 17% YoY เนื่องจากตลาดรถกระบะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังจากโตโยต้าเริ่มผลิตและส่งออกโมเดลใหม่ ในขณะที่การส่งออกรถอีโคคาร์ที่ยังเติบโตดี ส่วนยอดขายรถในประเทศอยู่ที่ 6 หมื่นคัน ติดลบ 12%YoY ติดลบติดต่อกัน YoY ราว 27 เดือน นอกจากอุปสงค์การบริโภคที่ถูกดึงไปจากมาตรการรถคันแรก ตั้งแต่ช่วง 2 ปีก่อน ยังมีผลกระทบภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรที่ยังตกต่ำ ทำให้อำนาจซื้อผู้บริโภคลดลง และภาคสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 165,863 คัน เพิ่มขึ้น 9.6% YoY ซึ่งได้ผลบวกจากตลาดส่งออกที่เติบโตดีมาชดเชยยอดขายในประเทศที่ลดลง สำหรับยอดสะสม 7 เดือนแรกอยู่ที่ 1.1 ล้านคัน ทรงตัวจากปีก่อน ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 38% และ ผลิตเพื่อส่งออก 42%

คาดครึ่งปีหลังยอดผลิตรถเริ่มฟื้นตัว แต่ปรับเป้าทั้งปีลง

แนวโน้มการผลิตรถยนต์ใน 2H58 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก จากการผลิตโมเดลใหม่ของค่ายรถยนต์ที่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรกราว 10% อย่างไรก็ตามภาพรวมทั้งปีเรามีการปรับลดสมมติฐานการผลิตในปีนี้จากเดิมที่ 2 ล้านคัน เหลือ1.95 ล้านคัน (+4%YoY) จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าซึ่งทำให้ยอดขายในประเทศยังติดลบมาต่อเนื่อง ทำให้เราปรับลดประมาณการยอดขายในประเทศปีนี้เหลือ 7.5 แสนคันจากเดิม 8 แสนคัน แต่ยังคงเป้ายอดส่งออกปีนี้ที่ 1.2 ล้านคัน ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมเตรียมทบทวนเป้าหมายยอดผลิตในปีนี้เช่นกัน จากเดิมที่คาดไว้ 2.05 ล้านคัน เราอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะกระทบต่อประมาณการเดิมของเราราว 5% จากเดิมคาดกลุ่มยานยนต์ที่เราศึกษา 5 บริษัท (AH , IHL , IRC , SAT และ STANLY) มีกำไรสุทธิเติบโต 10% YoY เป็น 2.95 พันล้านบาท

ให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” คาดผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มยานยนต์ “เท่ากับตลาด” เรามองว่าผลประกอบการหุ้นกลุ่มยานยนต์ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีใน 2Q58 ไปแล้วและจะเริ่มฟื้นตัวใน 2H58 สำหรับปัจจัยเสี่ยงของอุตสาหกรรม ได้แก่ การลงทุนภาครัฐที่ล่าช้า และปัญหาภัยแล้งที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อเกษตรกร ที่อาจทำให้อุปสงค์การบริโภครถยนต์ไม่ฟื้น และยอดผลิตรถยนต์ไม่เป็นไปตามเป้า

เราเลือก IRC (มูลค่าพื้นฐาน 23 บาท) เป็น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากมีผลประกอบการที่เติบโตดีกว่ากลุ่ม โดยคาดกำไรสุทธิเติบโตราว 22% YoY โดยประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้น จากต้นทุนยางซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คาดราคาปรับลดลงเฉลี่ย 16%YoY จากภาวะราคายางในตลาดซึ่งมีอุปทานส่วนเกินอยู่ สำหรับราคาหุ้นปัจจุบัน IRC ซื้อขายที่ P/E เพียง 9.1 เท่า ซึ่งถือว่ายังถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 12 เท่า นอกจากนี้คาด IRC ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4.4% จากราคาปัจจุบัน สำหรับหุ้นที่เราปรับลดน้ำหนักการลงทุน คือหุ้น IHL ซึ่งปรับจาก “เก็งกำไร” เป็น “ขาย” ราคาหุ้นปัจจุบันเกินมูลค่าพื้นฐานที่ 6.30 บาท แนวโน้มผลประกอบการใน 2H58 แม้จะฟื้นตัวแต่มีโอกาสปรับลดประมาณการจากแนวโน้มราคาวัตถุดิบหนังที่เพิ่มสูงขึ้น