ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น แต่ยังใกล้เคียงกับระดับที่ต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง
+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นวานนี้ จากสภาวะตลาดที่มีการขายมากเกินไป (Oversold Condition) ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ต่ำ ได้ดึงดูดให้นักลงทุนบางส่วน กลับเข้ามาซื้อน้ำมันดิบในตลาดเพื่อเก็งกำไร
+ สถาบันปิโตรเลียมของสหรัฐ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงถึง 7.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะต้องติดตามตัวเลขอย่างเป็นทางการจากสถาบันสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ ที่จะประกาศออกมาในวันนี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านบาร์เรลหลังท่ามกลางการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นภายในประเทศของสหรัฐ ส่งผลทำให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบปรับตัวลดลง ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันดิบให้ลดลงไปอีก
+ จากผลสำรวจของ Conference Board พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101.5 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 7 เดือน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.0 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ตลาดยังคงมีความกังวลกับสภาวะอุปทานล้นตลาดของน้ำมันดิบทั้งจากกลุ่มโอเปคและฝั่งสหรัฐ รวมไปถึงเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นจีนอย่างหนัก โดยล่าสุดดัชนี Shanghai Composite ได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 7.63 หรือ 244.94 จุด ลงมาอยู่ที่ระดับ 2,964.97 จุด ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก
- นอกจากนี้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.29 หรือ 204.91 จุดลงมาอยู่ที่ระดับ 15,666.44 จุด ทั้งนี้การปรับตัวลดลงเป็นผลกระทบมาจากการลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นจีน และความกังวลในสภาวะเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกได้
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์ภายในภูมิภาคยังคงซบเซา ประกอบกับอุปทานที่อยู่ในระดับสูงจากที่ปีนี้มีการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นน้อยกว่าทุกๆ ปี นอกจากนี้นักลงทุนยังได้คาดการณ์ว่าโรงกลั่นในสิงคโปร์ที่ปิดซ่อมบำรุงจะกลับมาดำเนินการเร็วๆ นี้
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงมากกว่ากว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์ที่น้ำมันดีเซลในภูมิภาคยังคงเบาบาง แต่อย่างไรก็ตามอุปทานในภูมิภาคมีแนวโน้มที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในประเทศสิงคโปร์ และประเทศจีนได้ลดการส่งออกน้ำมันดีเซลลง
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 37-42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 42-47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- แนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซในขั้นต่อไป หลังกรีซได้รับเงินกู้งวดแรกจากกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) มูลค่า 1.3 หมื่นล้านยูโรจากจำนวนเงินกู้ทั้งหมด 8.6 หมื่นล้านยูโรเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้กรีซสามารถจ่ายชำระหนี้มูลค่า 3.2 พันล้านยูโรต่อธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ทันกำหนดในวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงจับตาการเลือกตั้งครั้งใหม่ของกรีซที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย
- จับตาว่าจีนจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อจัดการกับเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว อย่างไรก็ดี ล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตัดสินใจขยายระยะเวลาการทบทวนการนำสกุลเงินหยวนของจีนเข้าสู่ตะกร้าสกุลเงิน SDR(Special Drawing Right) ออกไปอีก 9 เดือน จากเดิมวันที่ 31 ธ.ค.2558 ไปเป็นวันที่ 30 ก.ย.2559 โดย IMF ให้เหตุผลว่ายังคงต้องการใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาประเด็นนี้อีกครั้งหนึ่ง
- ภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำ แต่จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่รายงานโดย Baker Hughes ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังผลิตของสหรัฐ ยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดเปิดเผยอัตราการผลิตน้ำมันดิบในรัฐ North Dakota ของสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 8,500 บาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน มิ.ย.เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันด้วย
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









