วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน 18 สิงหาคม 2558

ราคาน้ำมันดิบปรับลด จากแนวโน้มของอุปสงค์ที่อาจชะลอตัวลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น

- น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง หลังมีการคาดการณ์ว่าต้องการใช้น้ำมันดิบมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐ และยุโรป ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลต่ออุปทานส่วนเกินที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นซึ่งสวนทางกับปริมาณอุปสงค์ที่ปรับลดลง

- นอกจากนั้น สถานการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียที่ชะลอตัวลงยังเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ โดยล่าสุดรัฐมนตรีนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของญี่ปุ่น รายงาน อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/58 ปรับลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาสและชะลอตัวลงจากอัตราการเติบโตในไตรมาส 1 ที่ 4.5% โดยมีสาเหตุหลักจากการบริโภคสินค้าและบริการภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60 % ของกิจกรรมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชะลอตัวลง 0.8 % สูงกว่าที่คาดว่าจะปรับลดเพียง 0.4% ทั้งนี้ การประกาศปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นลดการใช้จ่ายซื้อหาสินค้าลง ขณะที่ ภาคการส่งออกหดตัวลงเช่นกันที่ 0.3% อันเป็นผลมาจากปริมาณการส่งออกไปสหรัฐฯ และในเอเชียที่ชะลอตัวลง

+ ดัชนีตลาดบ้านของสหรัฐ ใน เดือน ส.ค. 58 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 61 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 48 และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่ในระดับสูงกว่า 50 จุด นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดบ้านของสหรัฐ ยังคงสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากปริมาณอุปทานส่วนเกินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประเทศใต้หวัน จีน และไทย นอกจากนั้น ตลาดน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์อุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงอยู่ในสภาวะอ่อนแรง

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานส่วนเกินที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังโรงกลั่นของสิงคโปร์และมาเลเซียมีแผนปิดซ่อมบำรุงในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. 58 นี้ และโรงกลั่นหลายโรงในภูมิภาคมีแผนปรับลดกำลังการผลิตลง ประกอบกับตลาดโดยรวมยังคงมีแรงหนุนเล็กน้อยจากความต้องการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประเทศเคนย่า

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 41-46 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- จับตาทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศการลดค่าเงินหยวนลงเกือบร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นการส่งออกของจีน โดยการลดค่าเงินหยวนครั้งนี้ได้สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และความวิตกที่จีนยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ที่เน้นการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ

- ความกังวลต่อภาวะอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากฝั่งของผู้ผลิตนอกและในกลุ่มโอเปค ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก็ตาม โดยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ ทางฝั่งของกลุ่มโอเปคยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงแตะระดับ 31.50 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี

- ติดตามการแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซ หลังจากกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงในหลักการกับกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อปลดล็อคเงินกู้งวดใหม่เพื่อนำไปชำระหนี้งวดถัดไป โดยล่าสุดกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้สำเร็จ โดยกลุ่มเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และกองทุนเพื่อเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ตกลงอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ปี ทั้งนี้ นับว่ากรีซสามารถผลักดันข้อตกลงเงินกู้เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจกรีซ ทันการชำระหนี้งวดถัดไปราว 3.2 พันล้านยูโรในวันที่ 20 ส.ค. นี้

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีและสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) ในการประชุม ประชุม Fed ในวันที่ 16-17 ก.ย. หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ร้อยละ 0 - 0.25) ตั้งแต่ปี 52 โดยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ

                                      -----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999