วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยังเลือกลงทุนได้แม้จะซบเซา

ผู้ว่าการธปท.มองจีนลดค่าเงินหยวนเป็นไปตามหลักการ

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท.เห็นว่าการลดค่าเงินหยวนของจีนไม่ใช่การเปิดสงครามค่าเงินอย่างที่บางฝ่ายกังวลกัน โดยมองว่าเป็นการปฎิรูปค่าเงินหยวนเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และเป็นการให้ค่าเงินสอดคล้องกับสกุลอื่นในภูมิภาคเอเชียและโลก ซึ่งอ่อนค่าต่อเนื่องในช่วง 7M58 ขณะที่ค่าเงินหยวนค่อนข้างนิ่งทำให้จีนเสียเปรียบทางการค้า 

ผลกระทบจากเงินหยวนอ่อนค่าต่อ Real Sectors ยังไม่ชัดเจน โดยต้องรอดูอีกระยะหนึ่ง แต่ที่เห็นก่อนในช่วงสั้นคือ การไหลออกของเงินทุนต่างชาติเพราะวิตกว่าค่าเงินเอเชียจะอ่อนตามค่าเงินหยวน แม้ว่าจะมีกระแสคาดการณ์ว่าเฟดอาจเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปเมื่อจีนประกาศลดค่าเงินหยวน แต่ในอีกมุมมองหนึ่งเห็นว่า การทำ Policy Normalization ด้วยการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐจะพิจารณาจากตัวเลขภาคแรงงานและอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอัตราการว่างงานได้ลดลงต่อเนื่องจนมาอยู่ในระดับ 5.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังต่ำจึงยังสามารถทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยคราวละไม่มากได้ เราเห็นว่าโอกาสที่เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปีนี้ยังคงมีอยู่ ทั้งนี้การอ่อนค่าของเงินหยวนอาจทำให้การฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยยากลำบากขึ้นบ้างและอาจส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวบ้างแต่เชื่อว่าจะไม่รุนแรง เพราะค่าเงินบาทปัจจุบันที่ 5.52 บาท/หยวน ก็ยังอ่อนค่ากว่าเมื่อเทียบกับเงินหยวนในตอนต้นปี 2558 ที่ 5.29 บาท/หยวน

Update : MSCI Quarterly Index Review เดือนส.ค.2558 ทาง MSCI มีการปรับน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมโดยหลักดังนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุน คือ กลุ่ม Diversified Financial (+0.06%), กลุ่มธนาคาร (+0.04%), กลุ่มพลังงาน (+0.01%), กลุ่มอาหารค้าปลีก (+0.01%) ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดน้ำหนักการลงทุนคือ กลุ่มวัสดุ แร่โลหะ (-0.08%), กลุ่มเวชภัณฑ์และยา (-0.05%) โดยในพอร์ตการลงทุน Equity ของ MSCI Index จะมีสัดส่วนหุ้นที่เป็น Large Cap Index 73.0%, Mid Cap Index 15.9% และ Small Cap Index 11.1%

เมื่อต้นเดือนส.ค.58 เราปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็น Neutral (จากเดิม Slightly Underweight) ทั้งนี้ Valuation ของกลุ่มน่าจูงใจ โดยมี Forward P/E ปี 58 หลังปรับลดประมาณการกำไรแล้วอยู่ที่ 9.6 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทยหลังปรับประมาณการ EPS Growth แล้วยังอยู่ที่ 16 เท่า โดยธนาคารที่มี Forward P/E ปี 58 ลดลงมากจากก่อนปรับลดประมาณการ คือ KTB, KBANK และ SCB เราจึงแนะนำทยอยซื้อลงทุน โดย Top Pick คือ KBANK

สำหรับกลุ่มที่เราชอบ เป็นกลุ่มไฟแนนซ์ที่เน้นปล่อยสินเชื่อใน CLMV ที่มีมาร์จิ้นดีและความเสี่ยงต่ำ รวมถึงที่เน้นปล่อยสินเชื่อรับจำนำซึ่งมีหลักประกันเพียงพอ ซึ่งกลุ่มนี้คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตได้แข็งแกร่งทั้งในปี 58-59 หุ้นเด่นคือ GL (ราคาพื้นฐาน 19 บาท) และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง & วัสดุก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้า เน้นซื้อลงทุนระยะยาว หุ้นเด่นเป็น CK (ราคาพื้นฐาน 33 บาท) และ SCC (ราคาพื้นฐาน 580 บาท) ส่วนที่เหลือเป็นการเลือกซื้อรายบริษัท ทั้งนี้เรายังคงแนะนำให้มีหุ้น Defensive & ปันผลสูงในพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในยามที่ตลาดผันผวนและมี Downside Risk จากภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกซบเซา ซึ่งหุ้นเด่นในกลุ่ม Defensive เป็น BTS, CPALL, TTW, EGCO ส่วนหุ้นปันผลสูง ได้แก่ BECL, BTS, DCC, MODERN, LPN, QH, TMT, TCAP, BTSGIF เป็นต้น