วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน 17 สิงหาคม 2558

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง ขณะที่เบรนท์ปรับลดลงจากแรงเทขายก่อนสัญญาน้ำมันดิบหมดอายุ

+/- น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) จากแรงซื้อของนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรหลังจากที่ราคาปรับลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงเล็กน้อยจากแรงเทขายก่อนสัญญาน้ำมันดิบงวดส่งมอบเดือน ก.ย. จะหมดอายุลงในวันที่ 14 ส.ค. ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบยังคงถูกกดดันต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับอุปสงค์จากจีนและความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด

- Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (สิ้นสุดวันที่ 14 ส.ค.) ปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 แท่น สู่ระดับ 672 แท่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่ากำลังผลิตของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง แม้อยู่ในภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าเนื่องจากผู้ผลิตและขุดเจาะน้ำมันดิบบางแห่งได้วางแผนเพิ่มที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยราว 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในเดือนได้ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง ซึ่งสวนทางกับที่ผู้ผลิตเหล่านี้ได้คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดเปิดเผยอัตราการผลิตน้ำมันดิบในรัฐ North Dakota ของสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น 8,500 บาร์เรล สู่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน มิ.ย.เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในระดับต่ำก็ตาม

+ ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่แข็งแกร่งนับเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ ในเดือน ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 จากเดือน มิ.ย. หลังจากที่ปรับลดลง 5 เดือนติดต่อกันในช่วงต้นปี 58 ไว้ โดยตัวเลขภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ออกมาดีบ่งชี้ให้เห็นว่าภาคการผลิตได้ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผย ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ในเดือนก.ค. จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

+/- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เชื่อว่าค่าเงินหยวนจะไม่อ่อนค่าต่ำกว่าความเป็นจริง (Undervalued) ถึงแม้ว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนกลางลงหลายครั้งในสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ IMF ยังเตือนว่าเศรษฐกิจจีนอาจเผชิญกับการปรับตัวที่วุ่นวายและตามด้วยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง หากรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปล่าช้า อย่างไรก็ดี IMF ระบุว่าค่าที่เงินหยวนอ่อนค่าจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาสกุลเงินที่จะได้ร่วมในตะกร้าสกุลเงินสำรองของ IMF (SDRs) เนื่องจากจีนต้องการให้เงินหยวนอยู่ใน SDRs เพื่อยกสถานะขึ้นเป็นสกุลเงินสำรองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบนซินยังคงได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ลดลงหลังโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐ ปิดซ่อมบำรุง และโรงกลั่นน้ำมันในจีนและเกาหลีปรับลดอัตราการกลั่นลง

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ท่ามกลางอุปสงค์ของภูมิภาคที่ซบเซาและอุปทานที่ล้นตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดีเซล ได้รับแรงหนุนจากอุปทานส่วนเกินที่ลดลงจากการลดกำลังการกลั่นลงของโรงกลั่นน้ำมันในแถบเอเซียเหนือ

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์หน้าจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 42-47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- จับตาทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศการลดค่าเงินหยวนลงเกือบร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นการส่งออกของจีน โดยการลดค่าเงินหยวนครั้งนี้ได้สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และความวิตกที่จีนยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ที่เน้นการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ

- ความกังวลต่อภาวะอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากฝั่งของผู้ผลิตนอกและในกลุ่มโอเปค ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก็ตาม โดยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ ทางฝั่งของกลุ่มโอเปคยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงแตะระดับ 31.50 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี

- ติดตามการแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซ หลังจากกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงในหลักการกับกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อปลดล็อคเงินกู้งวดใหม่เพื่อนำไปชำระหนี้งวดถัดไป โดยล่าสุดกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้สำเร็จ โดยกลุ่มเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และกองทุนเพื่อเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ตกลงอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ปี ทั้งนี้ นับว่ากรีซสามารถผลักดันข้อตกลงเงินกู้เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจกรีซ ทันการชำระหนี้งวดถัดไปราว 3.2 พันล้านยูโรในวันที่ 20 ส.ค. นี้

- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีและสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) ในการประชุม ประชุม Fed ในวันที่ 16-17 ก.ย. หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ร้อยละ 0 - 0.25) ตั้งแต่ปี 52 โดยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ

                                          -----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999