วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (13 ส.ค.58)

จีนลดค่าเงินกลับอาจทำให้ Fed ชะลอขึ้นดอกเบี้ย

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ ไม่มีปัจจัยใหม่ในประเทศ แต่การลดค่าเงินหยวนของจีนทำให้มองกันว่า Fed จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปและเรื่องกรีซบรรลุข้อตกลงรับเงินช่วยเหลือถือว่าพ้นวิกฤตไป ปัจจัยภายในประเทศ ความวิตกผู้ผลิตรถยนต์ และภาคท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งถือเป็นเรื่องเก่า


หุ้นเด่นวันนี้: CPALL (ราคาปิด 49.75 บาท, ราคาเป้าหมายบลูมเบิร์ก 51.00 บาท)

แม้ว่าการบริโภคโดยรวมในประเทศไทยจะยังอ่อนแอ แต่เราเชื่อว่า บมจ.ซีพี ออลล์น่าจะยังมีผลประกอบการที่ดีได้ด้วยแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอย่างดีและการเติบโต การเติบโตของร้านเดิมของ CPALL น่าจะเติบโตต่อไปได้จากข้อเท็จจริงว่าผลิตภัณฑ์ที่วางในร้านสะดวกซื้อนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นฐานและอาหารซึ่งเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้อยู่แล้ว ประกอบกับกลยุทธ์ที่ติดตลาด โดยเฉพาะโปรโมชั่นแสตมป์เซเว่น สิทธิแลกซื้อ เป็นต้น สาขาเซเว่นนั้นมีอยู่เกือบทุกหนแห่งในประเทศดังนั้นลูกค้าจึงสามารถเข้าถึงได้ดีกว่าพวกห้างและโมเดิร์นเทรดอื่น นอกจากนี้ยังคงมีช่องทางให้ขยายสาขาได้อีก ซึ่งเห็นได้จากว่า CPALL พึ่งขยายสาขาไปถึง 135 สาขาในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ CPALL เตรียมขายหุ้น MAKRO ที่ถือในมือออกไป และน่าจะใช้เงินจำนวนนี้ลดหนี้ อย่างไรก็ดียังจะคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ทำให้ยังคงมีอำนาจบริการจัดการกลยุทธ์ของ MAKRO อยู่ เราคิดว่าจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ราว 2 พัน ลบ.ต่อปีและน่าจะช่วยกระตุ้นกำไรของบริษัทได้ ตามการคาดการณ์ของบลูมเบิร์กกำไร CPALL น่าจะพุ่งราวถึง 29% ในปีนี้และ 25% ปีหน้า ด้านรูปแบบราคาของ CPALL ยังมีความแข็งแกร่งในการปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเกิดสัญญาณซื้อทั้งรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าน่าจะได้เห็น New High ครั้งใหม่ของ CPALL ได้ในไม่ช้า เป้าหมายแรกเพื่อไปทดสอบ High เดิมอยู่ที่ 52 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 57 บาท ตามลำดับ (แนวต้าน: 50.25, 50.75, 51.75; แนวรับ: 49.50, 49.00, 48.00)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• รัฐธรรมนูญใหม่จะเสร็จสิ้นสัปดาห์หน้า โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะส่งมอบให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โหวตลงคะแนนในลำดับต่อไป (Bangkok Post)

• ผู้ผลิตรถยนต์อีโคคาร์หวั่นยอดขายพลาดเป้า หลังจากที่เผชิญกับภาวะซบเซาของตลาดรถยนต์ในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์อีโคคาร์ 5 รายในปัจจุบันกังวลว่าจะไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ตามเป้าของรัฐบาลที่ 100,000 คันต่อปีต่อราย ขณะที่ นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่ายอดขายรถยนต์ March และ Almeraหดตัวลงลงอย่างมีนัยฯ ในปีนี้ (Bangkok Post)

• รัฐบาลเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะโดดเด่นมากในปีนี้ หลังจากที่รายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยสูงถึง 17.5 ล้านคนในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา และมีมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยจำนวนถึง 8.2 แสนลบ. ซึ่งเชื่อว่าจะหนุนให้ยอดนักท่องเที่ยวทั้งปีเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเป้าหมายเดิมที่ 28.8 ล้านคนมาอยู่ที่ระดับ 29-30 ล้านคนได้ และก่อให้เกิดรายรับต่อประเทศราว 1.6-1.8 ล้านล้านบาท มากกว่าคาดการณ์เดิมที่ 1.4 ล้านล้านบาท (The Nation)

• กสทช. ยืนยันการประมูลยังเดินหน้า กสทช. ประกาศในวันจันทร์ว่าแม้สหภาพแรงงาน บมจ.ทีโอทีจะพยายามยับยั้งการประมูลเพื่อเก็บแบนด์วิธ 20 เมกะเฮิร์ตซ์บนคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ไว้กับตัวเองหลังสัมปทานของเอไอเอสจะหมดอายุเดือนหน้า กสทช.กล่าวว่า พ.ร.บ.คลื่นความถี่จะให้อำนาจ กสทช.ในการจัดสรรคลื่นแม้ว่าทีโอทีจะว่าอย่างไรก็ตาม (Bangkok Post)

• กำไรหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ฟื้น SVI ประกาศกำไรไตรมาส 2/58 ที่ 1.14 พัน ลบ. เพิ่มขึ้น 312% QoQและ 347% YoY เพราะมีเงินเคลมประกันเข้ามา 940 ลบ. กอปรกับรายได้เติบโตถึง 66% เนื่องจากอัตรากำลังการผลิตกลับไปเท่าก่อนเกิดไฟไหม้ ซึ่งกำไรนี้มากกว่าคาดการณ์บลูมเบิร์กที่ 171 ลบ.ถึง 565% กำไรของ CCET ประกาศออกมาที่ 299 ลบ. เพิ่มขึ้น 196% YoY เนื่องจากการขยายโรงงานรองรับคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ขณะที่ KCE ประกาศกำไรไตรมาส 2 ที่ 490 ลบ.ลดลง 4% QoQและเพิ่มแค่ 2% YoY (Post Today)

• AAV (4.78 บ.) รรายงานกำไรสุทธิงวด 2Q58 อยู่ที่ 206 ลบ. ลดลง 59% QoQแต่เพิ่มขึ้น 264% YoY หากไม่รวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 84 ลบ. บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 290 ลบ. ลดลง 41% QoQแต่เพิ่มขึ้น 234% YoY. จากการลดลงของต้นทุนน้ำมันและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 35% YoY ในไตรมาส 2/58 (SET)ความเห็น: ผลการดำเนินงานสอดคล้องกับ bloomberg consensus คาดไว้ที่ 282 ลบ.

• TRUE ประกาศกำไรไตรมาส 2/58 ที่ 1.3 พัน ลบ. ลดลง 19% QoQและ 347% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงขึ้นโดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่าย ค่าทำการตลาด อย่างไรก็ดีกำไรชนะคาดการณ์ของบลูมเบิร์กที่ 864 ลบ. อยู่ 51% (SET)

• PCSGH ประกาศกำไรไตรมาส 2/58 ที่ 988 ลบ. ร่วง 38% QoQและ 39% YoY เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากภาคยานยนต์ที่แย่แต่ต้นทุนกลับยังสูงอยู่เนื่องจากยังมีต้นทุนคงที่เช่นค่าเสื่อมราคาอยู่ โดยกำไรมากกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 195 ลบ.อยู่ 35% บริษัทจะจ่ายเงินปันผล 0.20 บาทต่อหุ้นโดยวัน XD คือ 20 ส.ค. (SET)

• SATประกาศกำไรไตรมาส 2/58 ที่ 65 ลบ. ร่วง 66% QoQและ 49% YoY เนื่องจากยอดขายที่ลดลงเพราะผลกระทบจากอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม (SET)

• FPI (5.35 บาท ราคาเป้าหมาย 6.10 บาท) ประกาศกำไรไตรมาส 2/58 ที่ 54 ลบ. ร่วง 45% QoQและ 13% YoY ตามการชะลอตัวของอุตสาหกรรม (SET)

ต่างประเทศ:

• มีความกลัวว่าจีนจะลดค่าเงินหยวนต่อไปอีก จากการที่ธนาคารกลางจีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนโดยเปลี่ยนอัตราอ้างอิงรายวันซึ่งทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนตัวลงอยู่ที่ 6.4510 หยวน/ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันพุธซึ่งต่ำสุดตั้งแต่ ส.ค. 54 เงินหยวนลดลง 3.5% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดสงครามสกุลเงินดังกล่าว (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐร่วงลงเมื่อวันพุธ สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนเทียบกับเงินสกุลหลักสกุลอื่นในตะกร้าเงินเนื่องจากมีความไม่แน่ใจว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกันยายนหรือไม่เพราะจีนได้ลดค่าเงินหยวน เงินยูโรแข็งค่าขึ้น 1.17% เทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 1.11710 ดอลลาร์สหรัฐ เงินดอลลาร์สหรัฐล่าสุดอ่อนค่าลง 0.75% เทียบกับเงินเยนที่ 124.195 เยน (Reuters)

• กรีซและเจ้าหนี้บรรลุข้อตกลงแล้ว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กรีซและบรรดาเจ้าหนี้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแผนช่วยเหลือมูลค่า 8.5 หมื่นล้านยูโร ซึ่งจะได้รับเงินอัดฉีดงวดแรก 1 หมื่นล้านยูโรทันทีเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารต่างๆ ของกรีซ ทั้งนี้จะมีการประเมินคุณภาพสินทรัพย์ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการหลายเดือน ทั้งนี้ จากบันทึกลงนามความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ซึ่งรอยเตอร์ได้รับมา เจ้าหนี้จะเป็นผู้พิจารณาข้อตกลงในเดือนตุลาคมและปัญหาหนี้สินจะคลี่คลายในลำดับต่อมา (Reuters)

สหรัฐ:

• การที่ PBOC ลดค่าเงินหยวนทำให้มองว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปเป็นผลให้หุ้นสหรัฐเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย S&P500 บวก 0.1% Nasdaq บวก 0.15% ในขณะที่ DJIA เกือบไม่เปลี่ยนแปลง (Reuters) 

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปรับตัวลงต่อเมื่อวันพุธ หลังจากทางการจีนยอกมให้ค่าเงินหยวนอ่อนตัวลงอีกเป็นวันที่สองติดต่อกัน ทำให้หุ้นส่งออกถูกขายออกมา จีนเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากยุโรปมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ค่าเงินหยวนที่อ่อนตัวจึงเป็นลบต่อหุ้นยานยนต์ สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าบริโภคของยุโรป (Reuters)

เอเชีย:

• คำสั่งซื้อเครื่องจักรของญี่ปุ่นร่วงมากที่สุดในรอบ 1 ปี ในเดือน ก.ค. เพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหดตัวในไตรมาส 2/15 หลังจากการส่งออกยังตกต่ำ และการใช้จ่ายผู้บริโภคยังชะลอ จำนวนคำสั่งซื้อลดลง 7.9% ตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีบ่งชี้การลงทุนในสินค้าทุน รัฐบาลญี่ปุ่นจะประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 2/15 ในวันที่ 17 ส.ค. (Reuters)

• ภาคเอกชนปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว จากผลสำรวจโดย ESP สถาบันกึ่งรัฐ-เอกชนล่าสุด นักวิเคราะห์คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 1.2% สำหรับปีนี้ที่จะสิ้นสุด มี.ค. 2016 ลดลงจากการสำรวจในเดือนก่อนที่คาดจะขยายตัว 1.66% และยิ่งทำให้ต่างไปจากการคาดการณ์ของรัฐบาลที่คาด GDP จะขยายตัว 1.7% นักวิเคราะห์เอกชนคาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหดตัว 1.9% YoY ในไตรมาส เม.ย.-มิ.ย. กลับตรงกันข้ามกับที่ขยายตัว 3.9% ในไตรมาส 1/15 (Reuters)

• ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจีน การลงทุน และยอดค้าปลีกอ่อนแอรัฐบาลจีนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 6.0%YoY ต่ำสุดรอบ 3 เดือน และต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะโต 6.6% การลงทุนในสินทรัพย์คงที่เพิ่มขึ้น 11.2% YoY ในเจ็ดเดือนแรกของปีต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะโต 11.5% ยอดค้าปลีกขยายตัว 10.5% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดที่ 10.6% เล็กน้อย (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาทองคำเมื่อวันพุธปรับตัวสูงขึ้นหลังจากดอลลาร์ฯ อ่อนค่าและตลาดหุ้นปรับตัวลดลงโดยราคาทองคำตลาดจรปรับตัวสูงขึ้น 16.29 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ (+2.8%) จากวันก่อนหน้ามาอยู่ที่ 1,124.90 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ และสูงขึ้นเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน (Reuters)

• ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันพุธปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน เนื่องจากได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ฯ ประกอบกับตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ลดลง ถึงแม้ว่าการปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าวจะโดนจำกัดด้วยมุมมองเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว โดยราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับตัวสูงขึ้น 0.22 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (+0.5%) จากวันก่อนหน้ามาปิดที่ 43.30 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้น 0.48 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (+1.0%) มาอยู่ที่ 49.66 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ EIA รายงานตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 ส.ค. หดตัวลง 1.7 ล้านบาร์เรล (Reuters)