วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TOP - ซื้อ

ประกาศกำไร 2Q58 สูงกว่าที่ตลาดคาด

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- TOP รายงานกำไรสุทธิ 2Q58 เพิ่มขึ้น 38% QoQ และ 197%YoY : รายงานกำไรสุทธิ 2Q58 ที่ 6,228 ล้านบาทซึ่งสูงกว่าที่เราประมาณการไว้ 8% โดย ได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงกลั่นที่มีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ 107% ขณะที่ค่าการกลั่นปรับตัวลงเล็กน้อยอยู่ที่ 7.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากผ่านช่วงฤดูหนาวและฤดูกาลท่องเที่ยวของสหรัฐในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตามในไตรมาส 2 ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นส่งผลให้ TOP มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบ 2.2 พันล้านบาทเป็นแรงหนุนต่อกำไรเพิ่มเติม ธุรกิจอะโรเมติกส์กลับมาสร้างกำไรในไตรมาส 2 โดยมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ 84% จาก 66% ในไตรมาส 1 เนื่องจากราคาพาราไซลีน (PX) และเบนซีน (BZ) ปรับตัวขึ้นจากอุปทานที่ลดลงหลังโรงงานหลายแห่งในภูมิภาคหยุดซ่อมบำรุงตามฤดูกาล ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานยังสร้างกำไรได้ดีเนื่องจากมีความต้องการจากภาคเกษตรและเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม TOP มีขาดทุนจากค่าเงินบาท 1.18 พันล้านบาทจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า (ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 58 TOP มีหนี้สินเป็นเงินดอลลาร์ 1,064 ล้านดอลลาร์)

- อัตราภาษีปรับตัวลงเหลือ 5% จาก BOI และ Loss Carrying Forward : ในปีนี้ TOP ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจาก BOI ซึ่งสามารถใช้ได้ถึงปี 2019 และมีการใช้ผลขาดทุนจากไตรมาส 4 ปี 57 ส่งผลให้ในไตรมาส 2 TOP จ่ายภาษีในอัตรา 5% ช่วยหนุนกำไรเพิ่มเติม

- แนวโน้มราคาน้ำมันและค่าการกลั่นไตรมาส 3/58 ลดลงเมื่อเทียบกับ 1H : ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงจากช่วงต้นไตรมาส 3/58 ทำให้ TOP มีโอกาสการบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรของธุรกิจโรงกลั่น นอกจากนี้ค่าการกลั่นปรับตัวลงตาม Spread น้ำมันอากาศยาน(Jet oil) Spread น้ำมันดีเซล และ Spread น้ำมันเตา(Fuel Oil) ที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 3 มีเพียง Spread ของน้ำมันเบนซินที่ทรงตัว จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่าค่าการกลั่นในไตรมาส 3 จะอยู่ในช่วง 5-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรของธุรกิจโรงกลั่นเพิ่มเติม

- คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายที่ 62.00 บาท : ผลประกอบการใน1H58 ออกมาดีเกินคาดโดยคิดเป็น 94% ของประมาณการ แม้ว่าในไตรมาส 3 มีแนวโน้มค่าการกลั่นจะปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสบันทึกขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันดิบ แต่เราคาดว่า TOP มีค่าการกลั่นดีกว่าบริษัทอื่นในกลุ่มเพราะมีสัดส่วนน้ำมันเบนซินมากกว่าบริษัทอื่นๆ ทำให้เราปรับประมาณการกำไรทั้งปีเป็น 12,724 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 12% จากเดิม 11,402 ล้านบาท คิดเป็น EPS ใหม่ที่ 6.2 บาท ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio แต่ได้ปรับลด Prospective P/E จาก 11 เท่าเหลือ 10 เท่าเพื่อให้ใกล้เคียงกับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นอื่นๆ ทำให้ได้ราคาเหมาะสมปี 58 ที่ 62 บาท/หุ้นตามเดิม โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากราคาปิดล่าสุดต่ำกว่าราคาเหมาะสม