เริ่มเก็บสะสมหุ้นเมื่อดัชนีปรับฐานลงแรง โดยเฉพาะเมื่อใกล้ 1400 จุด เก็งกำไรรายตัวระยะสั้น
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : แกว่งแคบในแดนลบ
ตลาดไทยวันนี้ขาดปัจจัยใหม่มาสนับสนุนและมีแนวโน้มจะปรับลงต่อ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของส่งออกไทยและ sentiment ต่างประเทศยังคงเป็นลบตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ที่พักฐานลงต่อเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน หลังตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ปรับลงต่ำสุดในหลายสิบปี และกิจกรรมภาคบริการโตสูงสุดในรอบสิบปี ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในเดือนหน้า ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในวันนี้ซึ่งจะช่วงชี้ทิศทางดอกเบี้ยในสหรัฐอีกครั้ง
แนวรับ/แนวต้าน : 1420/1450 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 40% : พอร์ตหุ้น 60%
กลยุทธ์ : เริ่มเก็บสะสมหุ้นเมื่อดัชนีปรับฐานลงแรง โดยเฉพาะเมื่อใกล้ 1400 จุด เก็งกำไรรายตัวระยะสั้น เน้นหุ้นที่จะรายงานงบไตรมาส 2 ออกมาแข็งแกร่ง ส่วนระยะยาวเน้นปันผลสูงและ defensive เป็นหลัก
นักลงทุนระยะสั้น : KTB(21.50), NUSA(1.25)
KTB (21.50) ปันผลสูง พื้นฐานดี เป็นหนึ่งใน top pick ของกลุ่ม (พร้อมกับ KBANK) โดย KTB มีแผนเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมและปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนและ SME มากขึ้น ซึ่งมี Margin สูงกว่าภาครัฐบาลประกอบกับ Q2 ก็ตั้งสำรองไปเยอะแล้วจึงมีความจำเป็นน้อยใน Q3 Q4 ที่ต้องตั้งสำรองเพื่อคุม NPL บวกกับการที่ภาครัฐถือหุ้น KTB อยู่ 55% ก็ทำให้มีโอกาสรับงานรัฐอีกมากในอนาคต
NUSA (1.25) เราคาดกำไรจะโตได้สูงปีนี้ ประกอบกับราคาปัจจุบันต่ำกว่าบุ๊ค คือแค่ 0.8 เท่า P/B แถมมี Land bank ซึ่งมีต้นทุนน้อยมาก บวกกับโครงการ NUSA ONE และอีกหลายโครงการในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทในระยะยาว และในครึ่งปีหลังนี้แนวโน้มการโอนโครงการจะมีเข้ามากกว่าครึ่งปีแรกอีกด้วย หลังจากครึ่งปีแรกคอนโดขายดีจนเกินเป้าแล้วครับผม
นักลงทุนระยะยาว : ADVANC (270), PTTGC (76)
ADVANC (270) UOBKH เรามองประเด็นบวกจากการประมูล 4G เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างที่เราเคยเก็บข้อมูลการประมูล 3G ที่ผ่านมาก็ทำให้ Telco sector ขึ้นมา 40-50%เลย ภายใน 7 วันหลังจากประมูลเสร็จ โดยเราเชื่อว่า AIS จะได้ประโยชน์จากการประมูลนี้ที่สุด เพราะจะลดความกังวลเกี่ยวกับ การขาดเเคลน spectrum โดยคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดอายุสัมปทานเดือน ก.ย.ปีนี้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ AIS ก็น่าจะทำสถิติใหม่ได้ใน Q3-Q4 เพราะไม่ต้องบันทึกค่าเสื่อมจากคลื่น 900MHz ที่ปกติจะบันทึกประมาณ 2,000 ล้านบาท/ไตรมาส ดังนั้น AIS เป็นหุ้น Top pick ของเรา Target price 270 บาท ปันผลก็สูงด้วยอยู่ที่ 5%
PTTGC (76) ยังเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนเช่นกัน UOBKH เราคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/58 จะต่ำที่สุดของปีนี้ ธุรกิจโอเลฟินส์และ derivative จะยังเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตที่สำคัญในปี 58 ขณะที่ราคา HDPE ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบันจะช่วยหนุนกำไรสุทธิของ PTTGC ให้มากขึ้นเนื่องจาก 60-65% ของกำไรสุทธิขึ้นอยู่กับราคา HDPE แถมราคาหุ้น PTTGC ณ ปัจจุบันซื้อขายในระดับถูกด้วย 2015F PE ที่ 8 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 9 เท่าด้วย รอจังหวะย่อๆมาซัก 60 ซื้อเก็บกินปันผลหรือเล่นสั้นก็ได้นะครับ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
- พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้พิจารณาปรับลดประมาณการมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 58 ใหม่เป็นขยายตัวติดลบ 3% มูลค่า 220,698 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ขยายตัว 1.2% มูลค่า 230,304 ล้านเหรียญฯ ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเฉลี่ย 60 เหรียญฯต่อบาร์เรล ค่าเงินบาท 35 บาทต่อเหรียญฯ และราคาสินค้าเกษตรยังไม่ปรับตัวดีขึ้น โดยการปรับลดเป้าหมายการส่งออกดังกล่าว ทำให้มูลค่าการส่งออกหายไป 6,826 ล้านเหรียญฯ จากปี 57 ที่ได้ 227,519 ล้านเหรียญฯ และน่าจะเป็นการตั้งเป้าประมาณการส่งออกติบลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เป้าส่งออก เหตุเศรษฐกิจโลก-คู่ค้าฟื้นตัวช้า ด้าน "ฉัตรชัย" เร่งแผนเจาะรายตลาดหวังดันส่งออกให้ได้เดือนละ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน ธปท. จ่อหั่นคาดการณ์ตาม ขณะนักเศรษฐศาสตร์ชี้ผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงแรง มีโอกาสหดตัวมากกว่าคาดการณ์
- หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.58 อยู่ที่ 73.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 62.6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 68.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 88.8 ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และต่ำสุดในรอบ 14 เดือน โดยมีปัจจัยลบมาจากการที่ สศค.ปรับลด GDP ปี 58 เหลือโต 3% จากเดิมคาดโต 3.7%, ราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ, ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก, การส่งออกในเดือนมิ.ย. ปรับตัวลดลง 7.87%, ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่า และผู้บริโภค ยังกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูง
+ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังหารือกับสภานักธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน ว่า นักลงทุนสหรัฐฯ ยังสนใจใช้ไทยและอาเซียนเป็นฐานในการผลิต โดยขอให้ภาครัฐเร่งรัดใน 3 ประเด็น คือ 1.ส่งเสริมขีดความสามารถด้านการแข่งขัน 2.เร่งแผนงานโครงการเศรษฐกิจดิจิตอลให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด 3.เร่งปฏิรูปด้านการเมือง ซึ่งขณะนี้นักธุรกิจสหรัฐฯมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจไทย มีความเข้าใจรัฐบาล จึงมีแผนขยายการลงทุนในไทยต่อเนื่อง โดยล่าสุดปีที่ผ่านมา นักลงทุน สหรัฐฯยื่นขอส่งเสริมการลงทุน 130,000 ล้านบาท ได้รับอนุมัติแล้ว 58,000 ล้านบาท นับเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,419.75 จุด ลดลง 120.72 จุด หรือ -0.69%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (6 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มสื่อ หลังจากบริษัทสื่อรายใหญ่ รวมถึงนิวยอร์ก ไทมส์ และเวียคอม เปิดเผยผลประกอบการที่ซบเซา นอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเดือน ก.ค.ในวันศุกร์นี้
- ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 5.32 จุด หรือ 0.08% ที่ 6,747.09 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดขยับลงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (6 ส.ค.) หลังจากธนาคารกลางอังกฤษมีมติตรึงดอกเบี้ย พร้อมกับแสดงท่าทีในการประชุมเมื่อวานนี้ ว่าจะยังคงเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในต้นปีหน้า
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน ก.ย.ลดลง 49 เซนต์ ปิดที่ 44.66 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (6 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันเบนซินและปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่สูงขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกินที่สูงขึ้น









