คาดกำไรปี 58 เติบโต 3% หลังปรับประมาณการลดลง 5%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน:
- รายงานกำไรครึ่งแรกปี 58เติบโต 2% : HMPRO มีกำไรในช่วงครึ่งแรกปี 58 เท่ากับ 1,554 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2%YoYแม้มีรายได้ 2.55 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6%YoYจากการเปิดสาขาใหม่ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายที่ 11% สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ โดยค่าใช้จ่ายหลักมาจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย (+11%) ค่าเสื่อมราคา(+23%) และดอกเบี้ยจ่ายจากการออกหุ้นกู้เพิ่ม (+34%) ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.7% ลดลงจาก 26.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากสินค้าแบรนด์ส่วนตัวที่มีมาร์จิ้นสูงมีสัดส่วนลดลง ซึ่งส่งผลให้กำไรในช่วงครึ่งแรกของปี 58 เติบโตไม่มากนัก โดยคิดเป็น 43% ของประมาณการทั้งปีที่ 3.6 พันล้านบาท
- ปรับประมาณการกำไรปี 58 ลดลง 5%ซึ่งเติบโต 3% จากปี 57 : ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการรายได้ราว 5.5หมื่นล้านบาทซึ่งเติบโต 15% โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปิดสาขาใหม่ กิจกรรมส่งเสริมการขายที่จัดต่อเนื่องในครึ่งหลังปีนี้รวมทั้งงาน
โฮมโปรเอ๊กซ์โปที่จะจัดในช่วงปลายปีซึ่งทำให้ยอดขายและกำไรมักจะสูงสุดรายไตรมาสในช่วงไตรมาสสุดท้ายแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นในปีก่อนหน้าส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิใหม่ปี 58 ลดลง 5% เหลือ 3.4 พันล้านบาทซึ่งเติบโตราว 3% ส่วนกำไรต่อหุ้นลดลง 3% จากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากหุ้นปันผล ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นในปี 59 จากผลประกอบการของเมกาโฮมที่มีดีขึ้นและคาดจะล้างขาดทุนสะสมได้หมด
- แผนเปิดสาขาใหม่ในอนาคตเน้นในกทม.และปริมณฑล : ปลายปี 58บริษัทตั้งเป้ามีสาขาโฮมโปร 76 สาขา เมกาโฮม 7 สาขา และสาขาในมาเลเซีย 1 สาขาเท่าเดิมโดยในช่วง 3Q58 จะเปิดสาขาเมกาโฮม-มีนบุรี (6 ส.ค.) สาขาโฮมโปร-อมตะ(28 ส.ค.) และสาขาเมกาโฮม-อรัญประเทศในช่วงราว 4Q58 เพื่อทดสอบตลาด AECซึ่งคาดจะมีพื้นที่ขายรวมราว 813,000 ตารางเมตร ณ ปลายปี 58ทั้งนี้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นแผนการเปิดสาขาใหม่จึงต้องเน้นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อในเขตกทม.และปริมณฑลและต่างจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
- คงคำแนะนำ “ซื้อ”โดยปรับลดราคาเหมาะสมเหลือ 7.50 บาทสำหรับปี 58 : ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการปรับปรุงบ้านเองและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จะกลับมาในอนาคตหลังเศรษฐกิจฟื้นตัวจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคตของบริษัทเพื่อสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ต่ำ ฝ่ายวิจัยได้ปรับลด Prospect PER จากเดิม38 เท่าเหลือ 29 เท่าเท่ากับค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่ม Commerce ได้ราคาเหมาะสมใหม่เท่ากับ 7.50 บาทสำหรับปี 58 (เดิม 11 บาท) ซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุดราคาหุ้นที่ปรับลงราว 19% จากต้นปีทำให้มีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างต่ำฝ่ายวิจัยจึงคงคำแนะนำ“ซื้อ”









