กำไร 2Q58 ที่ลดลงทั้งYoY, QoQ จึงปรับประมาณกำไรปี 58-59 ลดลง
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- PTTEP แจ้งกำไรสุทธิ 2Q58 ที่ 1.3 พันล้านบาท -93%YoY, -85%QoQ : PTTEP แจ้งกำไรสุทธิ 2Q58 ที่ 1,312 ล้านบาทซึ่งต่ำกว่าที่เราประมาณการไว้ 52% เนื่องจากค่าใช้จ่ายทางภาษีมากกว่าที่ประมาณการไว้ประมาณ 3.8 พันล้านบาท(-93%YoY, -85%QoQ) โดยกำไรสุทธิของ PTTEP ปรับตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาสและรายปีเนื่องจาก 2Q58 มีปริมาณการผลิตลดลง 1.6 แสนบาร์เรลต่อวัน (KBD) มาอยู่ที่ 325.5 KBD เนื่องจากมีการหยุดซ่องบำรุงแหล่งก๊าซในประเทศพม่าในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา อีกทั้งราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาส 1 สู่ 48.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นในไตรมาส 2 ก็ตามแต่ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวลงประมาณ 10% จาก 1Q58 (ปกติราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวลงช้ากว่าน้ำมันเตา 6-12 เดือน) ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลดลง ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยยังทรงตัวโดยมีเพียงค่าตัดจำหน่ายหลุมแห้งและค่าซ่อมบำรุงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนค่าเสื่อมราคายังทรงตัวในระดับสูงจากโครงการอาทิตย์และซอติก้า โดยใน 2Q58 กำไรสุทธิถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายพิเศษประมาณ 5.8 พันล้านบาทจากขาดทุนจากอนุพันธ์ทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลกระทบในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
- แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังถูกกดดันจากราคาก๊าซธรรมชาติที่อ่อนตัว : ในไตรมาส 2 หากไม่นับรวมรายการพิเศษ PTTEP จะมีกำไรปกติที่ 7,112 ล้านบาทซึ่งใกล้เคียงกับในไตรมาส 1 แต่กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นเพียง 37% ของประมาณการและจากข้อมูลล่าสุดที่ได้จาก PTTEP ราคาขายก๊าซธรรมชาติเริ่มปรับตัวลง 10% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาและมีแนวโน้มปรับลงอีกในครึ่งปีหลัง อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงช่วงต้นไตรมาส 3 ส่งผลให้ในครึ่งปีหลังกำไรปกติของ PTTEP มีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงจากครึ่งปีแรก ทางฝ่ายวิจัยจึงปรับประมาณการกำไรลงเหลือ 22,802 ล้านบาทลดลง 15% จากประมาณการเดิมที่ 26,777 ล้านบาท พร้อมกันนี้ได้ปรับประมาณการปี 2559 ลงจาก 33,829 ล้านบาทเหลือ 28,685 ล้านบาท (สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
- คงคำแนะนำ “ซื้อ”โดยมีราคาเป้าหมายที่ 127 บาท : ทางฝ่ายวิจัยได้เปลี่ยนวิธีการประเมินมูลค่าจากวิธี Prospective PBV มาเป็นวิธี DCF เนื่องจากวิธี DCF สะท้อนถึงปริมาณน้ำมันสำรองของ PTTEP ที่สามารถขุดเจาะมาจำหน่ายในอนาคตและราคาน้ำมันดิบในอนาคตได้ดีกว่าวิธีเดิม โดยได้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 58 เท่าเดิมที่ 127 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุด อีกทั้งราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายที่ระดับราคา 0.9 เท่าของมูลค่าตามบัญชีซึ่งถือว่าต่ำสุดตั้งแต่ปี 2004 โดยปกติจะซื้อขายกันที่ 3 เท่าของมูลค่าตามบัญชี ทำให้ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ”








