"อลงกรณ์" สปช. ชี้เปลี่ยนครม.เศรษฐกิจไม่ตอบโจทย์ เปรียบเปลี่ยนแม่ทัพปรับขุนพลกลางศึก
นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสปช.โพสต์เฟซบุ๊คเรื่อง“เปลี่ยนแม่ทัพปรับขุนพลกลางศึก ?”ว่ากระแสเรียกร้องให้ปรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจปรากฎเป็นข่าวต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ เหตุผลที่เป็นข้อหาสำคัญคือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บางข้อเรียกร้องเสนอให้โละทีมเศรษฐกิจทั้งทีม ในมุมมองของผมเห็นต่างมุมครับ
การโละทีมเศรษฐกิจทั้งหมดไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นอาจมีผลทางจิตวิทยาบ้างแต่ผลทางปฏิบัติคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ผมคิดว่าอาจปรับขุนพลบ้างในบางตำแหน่งแต่ไม่ใช่แม่ทัพ การบริหารประเทศในยามวิกฤติจะบริหารตามกระแสตามอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ ยิ่งวิกฤติทิศทางยุทธศาสตร์ยิ่งต้องนิ่งเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังไม่ฟื้นมิหนำซ้ำอาจชะลอตัวยาวนานกว่าที่คาดคะเน เปรียบเหมือนประเทศไทยกำลังเผชิญสงครามใหญ่จึงยังไม่ควรเปลี่ยนแม่ทัพปรับขุนพลทั้งคณะกลางศึกหรือเปลี่ยนม้ากลางน้ำในขณะนี้
วิกฤติการณ์ของประเทศครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัญหาภายนอกและภายในประเทศทั้งปัญหาเรื้อรังและปัญหาเฉพาะหน้า เป็นปัญหาที่สะสมหมักหมมมายาวนานเป็นเสมือนโจทย์ใหญ่โจทย์ยากที่ประดังประเดมาพร้อมๆกัน
เป็นวิกฤติที่หนักหนากว่าวิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อประเทศไทยรุนแรงแต่เศรษฐกิจฐานล่างในชนบทยังประคองตัวได้มิหนำซ้ำยังช่วยดูแลคนว่างงานในเมืองที่กลับไปพึ่งพาครอบครัวในต่างจังหวัด
ในขณะที่วิกฤติการณ์คราวนี้โดนกันถ้วนหน้าทั้งฐานเศรษฐกิจทั้งบนและล่างทั้งในเมืองและชนบททั้งในประเทศในภูมิภาคและทุกทวีปทั่วโลก ยิ่งกว่านั้นประเทศของเรายังเผชิญกับความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองถึงขั้นใช้ความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า10ปีทำให้ขาดการปฏิรูปประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนานนับทศวรรษ
ทฤษฎีพระเอกขี่ม้าขาวคงใช้ไม่ได้ในช่วงนี้ มีแต่ทฤษฎีดำอึดดำทนเท่านั้นจึงจะใช้ได้เพราะความรุนแรงของวิกฤติการณ์ครั้งนี้จะมีแต่ต้องอดทนอดกลั้นบอกความจริงต่อประชาชนเพื่อร่วมกันรับรู้และรับมือและมุ่งมั่นเดินหน้าตามแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจปฏิรูปการเมืองปฏิรูปสังคมปฏิรูประบบราชการ ปฎิรูปการศึกษาฯลฯและการปรองดองเท่านั้นจึงจะนำประเทศก้าวพ้นปมความขัดแย้งและความล้าหลังยากจนได้อย่างมั่นคงยั่งยืน
ผมเคยอยู่ในคณะรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคที่เข้ามาบริหารประเทศช่วงปลายวิกฤติแฮมเบอ์เกอร์ปี2551ทุ่มเททำงานหนักแต่เอาไม่อยู่ปี2552ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกติดลบก่อนจะกระเตื้องขึ้นในปีต่อมาทั้งที่ตอนนั้นวิกฤติไม่รุนแรงลงลึกทุกระดับเหมือนช่วงปี2557-2558
ปัญหาประเทศวันนี้หนักหน่วงยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่าในอดีตจำเป็นต้องให้โอกาสและเวลาทีมเศรษฐกิจในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพราะ1ปีที่ผ่านมารู้เข้าใจและกำลังแก้ไขปัญหาดีอยู่แล้วเพียงรอให้ยาออกฤทธิ์เช่นการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ขับเคลื่อนโดยดิจิตัลอีโคโนมี การสร้างความเป็นประเทศศูนย์กลางธุรกิจการค้าพาณิชย์และการปรับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมใหม่สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยฐานวิจัยพัฒนานวัตกรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี่ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนแผนใหม่ที่เริ่มเห็นผลตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมาซึ่งผมมองว่าเดินมาถูกทางแล้ว และควรเดินต่อไป
ฉะนั้นผมจึงมองเรื่องการเรียกร้องให้ปรับครม.อย่างเข้าใจคนที่ออกมาเรียกร้องที่อึดอัดกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งตกสะเก็ดมานาน แต่ก็ต้องคิดว่าเปลี่ยนแล้ว ราคายางราคาข้าวราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะดีดตัวสูงขึ้นได้ทันทีหรือใน
เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกันทั่วโลกทุกประเทศ หรือจะใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่งมาอุดหนุนสินค้าเกษตรเหมือนในอดีตซึ่งสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้กับประเทศและส่งผลกระทบถึงเกษตรกรมาจนถึงทุกวันนี้เท่าที่ติดตามการทำงานมาตลอดขวบปี ผมเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้างกับการทำงานของทีมเศรษฐกิจที่มีม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุลเป็นแม่ทัพ แต่ก็ยอมรับว่าทีมนี้อาจไม่ใช่ดรีมทีมแต่เป็นเดย์ทีมคือไม่ใช่ทีมในอุดมคติแต่เป็นทีมที่มีประสบการณ์มีวัยวุฒิคุณวุฒิจากภาคเอกชนภาครัฐและเป็นมืออาชีพไม่ใชมือสมัครเล่น เรียกว่าเก๋าเกมพอตะลุมบอนกับปัญหาได้ในภาวะวิกฤติ









