"ภัทธีรา" เผย สมาคม บล. ปรับลดกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เหลือโต 8-9% จากเดิม 15% มองดัชนีระดับ 1,450-1,500 จุด เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ล่าสุดกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เหลือ 8-9% จากต้นปีที่คาดเติบโตระดับ 15% เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวและไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ มาสนับสนุน โดยได้มีการปรับคาดการณ์จีดีพีของไทยจะเติบโตต่ำกว่า 3%
ด้านดัชนีหุ้นไทยกรอบบนประเมินไว้ที่ไม่เกิน 1,600 จุด ส่วนกรอบล่างมั่นใจว่าจะไม่หลุด 1,400 จุด ทั้งนี้ต้องจับตาดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/2558 ซึ่งหากออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด อาจจะมีการปรับลดประมาณการณ์ลงอีก
ทั้งนี้มองว่าสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันถือว่าเหมาะสมกับดัชนีหุ้นไทยที่เคลื่อนไหวราว 1,450-1,500 จุด ซึ่งช่วงที่มีปัจจัยลบหรือมีตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาในเชิงลบ ก็จะอ่อนไหวสอดคล้องกันไป ส่วนการที่มีการวิเคราะห์ว่าหุ้นจะลงไปถึง 1,200 จุดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีปัจจัยลบที่จะเข้ามากระทบขนาดนั้น
"ช่วงนี้หุ้นไทยยังคงซึมลงอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นหายทั้งในภาคเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ปัจจัยลบค่อนข้างมากทั้งในและต่างประเทศ ปัจจัยบวกใหม่ๆ ก็ไม่มี มองว่าหุ้นไทยจะยังคงเป็นสภาพนี้ไปอีกระยะ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะน่าเป็นความผันผวนในระยะสั้นเท่านั้น เพราะโดยพื้นฐานยังถือว่าแข็งแรงพอสมควร สามารถลงทุนระยะยาวได้" นางภัทธีรา กล่าว
ทั้งนี้ ได้ปรับลดคาดการณ์มูลค่าการซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ปีนี้เหลือ 4 หมื่นล้านบาท/วัน ลดลงจากปีก่อนที่ 4.5 หมื่นล้านบาท/วัน จากเดิมที่คาดไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ 5 หมื่นล้านบาท/วัน
อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) แนะนำทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นกลุ่มหลักพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลดลงมากในช่วงที่ผ่านมา เช่น กลุ่มธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นให้หาจังหวะเข้าเล่นรอบอย่างระมัดระวัง
ด้านการปรับคณะรัฐมนตรีและการที่นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะต้องเลื่อนประมูลไปเป็นปีหน้า มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก เพราะนักลงทุนรับข่าวไปพอสมควรแล้ว
"นักลงทุนอยู่ในสภาพของการรอคอยอยู่แล้วและยังไม่มีโปรเจคใดเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในเชิงปฏิบัติ การที่ยืดไปอีกก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก เหมือนกับทำใจไว้แล้ว ส่วนการปรับ ครม.ก็ไม่น่าจะส่งผลอะไรอย่างมีนัยเช่นกัน เป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า เพราะใครจะเข้ามาแทนใครก็ต้องอยู่บนความหวังของการเร่งเบิกจ่ายและเดินหน้าลงทุนแผนต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง อันนี้น่าสนใจกว่าและถือว่าจำเป็นมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชน" นางภัทธีรา กล่าว









