ผลประกอบการกดดัน
คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ เรื่องผลประกอบการทั้งในสหรัฐและยุโรปที่เริ่มต้นประกาศไม่ค่อยดีมาทดแทนความกังวลเกี่ยวกับกรีซและตลาดหุ้นจีนที่จบลงด้วยดีไปแล้วในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมีทั้งบวกลบเคล้ากัน ฝนตกลงมาคลายความกังวลเรื่องภัยแล้ง การใช้จ่ายงบประมาณที่มีแนวโน้มดี สวนทางกับการพบผู้ป่วย MERS รายใหม่ และความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่อ่อนแอ
หุ้นเด่นวันนี้: BCP (ราคาปิด 33.25 บาท; ซื้อ;AWS 15TP 35.60 บาท, Bloomberg 38.73 บาท)
เราเลือก BCP เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ในฐานะที่เป็นหุ้น Defensive และจัดเป็นหุ้น Turnaround ตัวหนึ่ง โดย BCP ถือว่าเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความผันผวนของผลประกอบการน้อยกว่าบริษัทน้ำมันและโรงกลั่นอื่นๆ ในอุตสาหกรรม เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจที่กระจายตัวไปยังธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สร้างกระแสเงินสดรับอย่างสม่ำเสมอ เราประเมินว่าทิศทางกำไรสุทธิในปีนี้ของ BCP จะฟื้นตัวแรงถึง 510% YoY จากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว เนื่องจากเราเชื่อว่า BCP จะไม่มีการบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์และขาดทุนสินค้าคงคลังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา บนสมมติฐานที่ว่าราคาน้ำมันดิบโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกอบกับหน่วยธุรกิจต่างๆ ที่จะดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบตลอดทั้งปีเป็นครั้งแรก ก่อนที่กำไรสุทธิจะเติบโตกลับมาอยู่ในระดับ 20.4% YoY ในปี 2559 นอกจากนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างการปรับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้สูงขึ้น เพื่อสะท้อนกำไรในงวด 2Q58 ที่เชื่อว่าจะออกมาดีกว่าคาดไว้เดิม หลังจากที่บริษัทสามารถเดินเครื่องโรงกลั่นได้ในอัตราที่มากกว่าคาด รวมถึงค่าการกลั่นที่ดีผิดคาด อย่างไรก็ตามค่าการกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเห็นการอ่อนตัวลงจากครึ่งปีแรกเนื่องจากผลของฤดูกาลที่เป็นช่วง Low season ประกอบกับมี Supply โรงกลั่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันติดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปีนี้อยู่ที่ 3.6% ซึ่งมีโอกาสสูงขึ้นตามการปรับประมาณการกำไรสูงขึ้น ในส่วนของ Price Pattern ของ BCP ถือว่ามีความแข็งแกร่งมากกว่าหุ้นน้ำมันตัวอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ได้กลับมาเกิด Daily Sell Signal ครั้งใหม่ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ WTI ไปแล้ว โดยยังสามารถทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากการที่ยังคงเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ BCP เหมือนว่าจะมีรูปแบบการทำ New High ซึ่งอยู่ที่ Price Pattern ของ BCP ว่าจะสามารถปิดตลาดเหนือเป้าหมายหลักที่ 36.50 บาทได้หรือไม่ ดังนั้น Price Pattern ของ BCP จึงมีแนวต้านระยะสั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักอยู่ที่ 36.5 บาทนั่นเอง หาก Price Pattern ของ BCP สามารถปิดตลาดเหนือ 36.50 บาท จะเป็นการยืนยันถึงการทำ New High ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 39.75 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 43.50 บาท ตามลำดับ
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• สำนักงบประมาณมั่นใจรัฐน่าจะเบิกจ่ายได้ถึงเป้า 96% ของงบประมาณ 2.575 ล้าน ลบ.สำหรับปีงบประมาณ 58 ซึ่งนับเป็นอัตราการเบิกจ่ายสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยเบิกจ่ายได้แล้ว 80.3% ในวันที่ 20 ก.ค. สำนักงบประมาณคาดว่าราว 87-88% ของงบลงทุนหรือ 4.5 แสน ลบ.จะเบิกจ่ายได้ในปีนี้ และยังระบุว่าจะนำเงินราว 1 หมื่น ลบ.ที่เหลือจากงบใช้ไม่หมดของ 136 รัฐวิสาหกิจเข้าไปในงบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสู้ภัยแล้ง (The Nation)
• ฝนบรรเทาภัยแล้ง ทำให้มีน้ำจ่ายให้เกษตรกรใน 3 จังหวัด กรมชลประธานเตรียมปล่อยน้ำให้ชาวนาในอยุธยา ลพบุรีและสิงห์บุรีหลังจากมีฝนตกหนักในภาคเหนือและภาคอีสานในช่วงหลายวันที่ผ่านมาซึ่งช่วยเพิ่มระดับน้ำสำรองในเขื่อนหลักได้ ก่อนหน้านี้ปริมาณน้ำที่ปลอยออกมาลดลงจาก 28 เป็น 18 ลบ.ม.ต่อวัน ปัจจุบันจึงมีหวังมากขึ้นด้วยว่าจะมีปริมาณฝนมากขึ้นในเดือน ส.ค. ซึ่งก่อนหน้านี้กังวลกันมากว่าภัยแล้งจะสาหัสขึ้นถ้าฝนตามฤดูไม่มาในเดือนหน้า (The Nation)
• ความอ่อนไหวของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมลดลงอีกครั้งในเดือน มิ.ย. จากความกังวลต่อเศรษฐกิจมหภาค และภัยแล้งที่ขยายวงกว้าง โดยดัชนีลดลงจาก 85.4 ใน พ.ค. เป็น 84.0 ใน มิ.ย.คะแนนที่ต่ำว่า 100 บ่งชี้ความเชื่อมั่นที่ต่ำลง และลดลงเป็นเดือนที่หกติดต่อกัน (The Nation)
• ภาวะภัยแล้งอาจลดทอนโอกาส สมาคมผู้ส่งออกข้าวกล่าวขณะที่ภัยแล้งคาดว่าจะส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง 15-20% และอาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้นตลอดจนอำนวยต่อรัฐที่จะระบายข้าวในสต็อก โดยประเทศไทยคาดว่าจะมีผลผลิตลดลงเหลือ 35 ล้านตัน โดย 18-19 ล้านตัน เป็นข้าวกล้อง (Bangkok Post)
• กฎหมายแข่งขันทางการค้าใหม่ได้รับการอนุมัติ จาก สภาปฎิรูปเมื่อวันอังคารให้ขยายคำจำกัดความของผู้ประกอบการให้ครอบคลุมประเภทธุกิจ และเงื่อนไขที่ว่ากรรมการต้องอิสระที่ถูกคัดค้านกำลังถูกตรวจตราโดย รมว.กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเพิ่มบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม (Bangkok Post)
• ความกังวลต่อ Mersกลับมาใหม่ พบชายไทยที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อ Mersถูกกักตัวที่โรงพยาบาลระยองวันนี้ จากผลการตรวจก่อนหน้าพบว่าเขาป่วยหลังเพื่อนทั้งสามคนทำงานที่ฟาร์มปศุสัตว์ในเกาหลีได้มาเยี่ยม โดยเพื่อนหนึ่งคนได้เสียชีวิตหลังเดินทางกลับไปบ้านเกิดที่อุบลราชธานีและยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด (Bangkok Post)
• BAY รายงานผลประกอบการไตรมาศ 2/58 ที่ 4.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% QoQและ 25.7% YoY (SET)
• BBL รายงานผลประกอบการไตรมาศ 2/58 ที่ 8.0 พันล้านบาท ลดลง 11.0% QoQและ 14.6% YoY (SET)
• THCOM (35.50 บาท, ราคาเป้าหมาย 58 บาท) เตรียมงบลงทุน 5 พัน ลบ.ปีนี้โดย 3 พัน ลบ.จะใช้เป็นส่วนหนึ่งของดาวเทียมไทยคม 8 และ 2 พัน ลบ.จะเอาไว้ให้เชนนิงตัน (บริษัทลูกที่ THCOM ถือ 51% เพื่อจ่ายเป็นค่าต่ออายุใบอนุญาตอีก 20 ปีสำหรับ Lao Telecom (เชนนิงตันถือ 49%) ซึ่งให้บริการมือถือในลาว THCOM คาดว่าการเติบโตของรายได้จะอยู่ที่ราว 5-7% และการเติบโตของกำไรน่าจะได้สองหลักในปีนี้ ด้าน Lao Telecom จะมุ่งเน้นให้บริการ 4จีมากขึ้นเจาะลูกค้าองค์กรและวัยรุ่น โดย Lao Telecom สร้างรายได้ให้ THCOM ราว 1 พัน ลบ.ปีที่แล้วหรือ 11% ของรายได้บริษัทแม่ โดยมีลูกค้าอยู่ราว 2 ล้านเลขหมาย (Bangkok Post)ความเห็น: จากการที่ได้ต่ออายุใบอนุญาต THCOM น่าจะมั่นใจที่จะลงทุนระยะยาวในลาวมากขึ้น ซึ่ง Lao Telecom ก็เป็นผู้นำตลาดอยู่ ยิ่งลงทุนก็น่าจะยิ่งกระตุ้นรายได้มากขึ้น
ต่างประเทศ:
• สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S&P) ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซเมื่อวันอังคาร ขึ้น 2 ขั้น เป็น CCC+ และยังให้แนวโน้มระดับมีเสถียรภาพจากที่เป็นลบ S&P ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซจาก CCC- เป็น CCC+ เนื่องจากกรีซมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีคลังยูโรโซนมีมติให้ความช่วยเหลือกรีซด้วยโครงการกู้เงินระยะ 3 ปี โอกาสที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้มีน้อยมากและความเป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากเงินสกุลยูโรมีน้อยกว่า 50% (Reuters)
• นายกรัฐมนตรีกรีซ นายอเล็กซิส ไซปราส พยายามโน้มน้าวสมาชิกพรรคซีรีซาของเขาเองเมื่อวันอังคารก่อนการลงมติในรัฐสภาเกี่ยวกับมาตรการปฏิรูปชุดที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของบรรดาเจ้าหนี้ต่างชาติเพื่อให้สามารถเปิดการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงในการช่วยเหลือกรีซได้ นายซีปราสถูกส.ส.ในพรรคซีรีซาของเขาต่อต้านเกี่ยวกับการขึ้นภาษี การปฏิรูปตลาดและการลดค่าใช้จ่ายเสนอโดยเจ้าหนี้แต่คาดว่ารัฐสภากรีซจะผ่านข้อกฎหมายดังกล่าวจากการลงมติของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่สนับสนุนแนวทางยุโรป (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเมื่อวันอังคาร หลังจากไอบีเอ็มและยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ประกาศผลประกอบการที่ต่ำลง รายได้ของไอบีเอ็มลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 13 ส่วนยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ปรับลดประมาณการกำไรเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังปิดตลาด แอปเปิ้ลรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/15 อันแข็งแกร่งแต่ให้ประมาณการรายได้ที่ไม่ค่อยสดใสในไตรมาส 4/15 ซึ่งจะทำให้ตลาดลงต่อในวันนี้ (Reuters)
• 70% ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐรายงานผลกำไรสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ มากกว่า 63%โดยเฉลี่ยสามารถเอาชนะประมาณการของนักวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2537 อย่างไรก็ตาม มีแค่ 53% ทำได้สูงกว่าประมาณการรายได้มาก ต่ำกว่า 61% โดยเฉลี่ยสามารถเอาชนะประมาณการของนักวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2545 (Reuters)
ยุโรป:
• กลุ่มสุขอนามัยนำตลาดหุ้นยุโรปลงหลังจาก Novartis รายงานกำไรต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ดัชนี FTSEurofirst300 ซึ่งเป็นดัชนีของหุ้นชั้นนำในยุโรปปิดลบ 1.1% หลังจากพุ่งแรง 9.3% ใน 9 วันที่ผ่านมา(Reuters)
เอเชีย:
• ผู้ว่า BOJ คุโรดะกล่าวว่า เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จากสถานะการณ์ความตึงตัวในแรงงาน และกล่าวอีกว่ายังไม่มีความจำเป็นออกมาตรการ QE เพิ่มเติม(Reuters)
• หุ้นจีนปิดบวกเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันในวันอังคาร หุ้นเทเลคอมนำตลาดในขณะที่หุ้นบริษัทใหม่ๆปรับตัวขึ้นสวนทางกับหุ้นธนาคารที่อ่อนตัวลง โดยที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในมาตรการพยุงตลาด(Reuters)
• ทางการจีนอัดเงินทุนให้ 3 ธนาคารรัฐ 1.09 แสนล้านดอลลาร์ PBOC จะอัดฉีดเงินทุนธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (EXIM) จำนวน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพิ่มทุนให้แก่ China Development Bank (CDB) จำนวน 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยที่กระทรวงการคลังจะอัดฉีดเงินทุนจำนวน 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้แก่ Agricultural Development Bank (ADBC) ทางการจีนเพิ่มระดับการปฏิรูป 3 ธนาคารรัฐ เพื่อผลักดันการขยายตัวเศรษฐกิจของจีน ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวในขณะนี้ และมุ่งหวังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทจีนในตลาดโลก (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ทองคำราคาขึ้นในวันอังคาร หลังจากวันก่อนราคาได้ลงไปลึกที่สุดในรอบปีและแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี เพราะนักลงทุนเตรียมรับมือกับดอกเบี้ยที่เตรียมปรับขึ้นซึ่งส่งผลลบต่อราคาทองกลบผลของอุปสงค์จากอินเดีย ทองตลาดจรปรับลงสู่ 1,098.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์(Reuters)
• ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันอังคารฟื้นตัวหลังจากดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลง แต่ยังคงแวดล้อมด้วยสถานการณ์ oversupply ในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มสูงขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงในจำนวนเดียวกัน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือน ก.ย. ปรับตัวสูงขึ้น 0.43 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากวันก่อนหน้ามาอยู่ที่ 57.08 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ล่วงหน้าฟื้นตัวสูงขึ้น 0.21 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 50.36 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (Reuters)









