สัปดาห์นี้ในต่างประเทศไม่ได้มีประเด็นใหญ่ๆ ที่ติดตาม
หลังจากจบเรื่องกรีซและการแถลงนโยบายการเงินของรอบครึ่งปีของเฟดต่อสภาคองเกรส นอกจากรายงานผลประกอบการ 2Q58 ซึ่งพบว่ากลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐทำกำไรได้ดีกว่าคาด ทำให้ดัชนี Nasdaq ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และ Outperform ดัชนี DJIA และ ดัชนี S&P500 อย่างชัดเจน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นตอบรับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดภายในปีนี้
ส่วนในประเทศสัปดาห์นี้มีรายงานผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเท่าที่ออกมาแล้วพบว่าส่วนใหญ่มีกำไรก่อนสำรองค่าเผื่อฯ ดีกว่าคาด โดยธนาคารขนาดใหญ่ (KBANK, TMB) มีการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยดี ทั้งรายได้จากธุรกิจประกัน, กำไรในพอร์ตตราสารหนี้, รายได้จากธุรกิจกองทุน ส่วนรายได้ดอกเบี้ยประคองตัว
ส่วนธนาคารขนาดเล็ก (TISCO) มีต้นทุนทางการเงินลดลงทำให้ NIM ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่การตั้งสำรองฯที่สูงทำให้กำไรสุทธิบรรทัดสุดท้ายของธนาคารต่างๆ อ่อนแอลง ด้าน NPL เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยภาพรวมดูว่าความสามารถในการทำกำไร (ไม่รวมสำรองฯ) ของ 2Q58 อยู่ในเกณฑ์ดี แต่นักลงทุนยังไม่ทิ้งความกังวลเรื่องการด้อยค่าของคุณภาพสินทรัพย์ (วิตกว่าลูกหนี้ที่พยายามประคับประคองกันมาหลายๆ เดือนจะกลายเป็น NPL หรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น) ทำให้การเด้งของราคาหุ้นจะจำกัด
มีข่าวการลด/ปลดแรงงานมากขึ้น...อาจกระทบธุรกิจไฟแนนซ์ หลังจากเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องนานกว่าคาด ล่าสุดมีข่าวว่าบริษัทซัมซุงอิเล็คโทร-แม็คคานิคส์ จ.นครราชสีมา ประกาศเลิกจ้างพนักงานรวมกว่า 1,800 คน เพื่อย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า และยังมีบริษัท SME ขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากที่ปิดตัวลงในจังหวัดต่างๆ ซึ่งการปลดหรือลดคนงาน การปิดตัวของธุรกิจ SME และธุรกิจขนาดเล็กต่างๆ รวมถึงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและภาวะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มรากหญ้า ซึ่งปัจจุบันมีการกู้ยืมจากบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ มากขึ้นทั้งในรูปแบบของเช่าซื้อและจำนำสินทรัพย์ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ธุรกิจไฟแนนซ์จะมี NPL เพิ่มขึ้น และมีผลขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ที่ยึดมามากขึ้น ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้อาจต้องตั้งสำรองการด้อยค่าของสินทรัพย์และมีค่าใช้จ่ายในการ Write off มากขึ้น ทำให้ผลประกอบการปี 2558 และปี 2559 อาจต่ำกว่าที่ได้ประมาณการกันไว้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังไม่ได้สูงและรุนแรงจนถึงกับวิกฤต แต่บริษัทต่างๆ ต้องใช้ความระมัดระวังในการทำธุรกิจมากขึ้น ระยะสั้นราคาหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์จะยังผันผวนเพราะความวิตกปัญหาเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่เมื่อมีสัญญาณที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจ หุ้นกลุ่มนี้ก็พร้อมจะพลิกฟื้นอย่างรวดเร็ว จึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
ส่วนหุ้น Real Sectors อื่นๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสดใสนัก กลุ่มพลังงานมีกำไรจากสต็อกต่ำกว่าไตรมาส 1/58 และมีขาดทุนจาก FX เพราะเงินบาทอ่อน กลุ่มปิโตรเคมีดูดีกว่าพลังงาน (หุ้นเด่น PTTGC, IVL) ส่วนกลุ่มขนส่งมีขาดทุนจาก FX จำนวนมาก โดยเฉพาะ THAI กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรมคาดว่าจะกำไรจะอ่อนลง QoQ เพราะปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเติบโตก้าวกระโดด YoY เพราะฐานที่ต่ำในปีก่อนที่มีปัญหาการเมือง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีความกังวลเรื่องคำสั่งซื้อในช่วง 2H58 ว่าจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกับเศรษฐกิจโลกหรือไม่
กลุ่มนี้จึงได้รับผลดีจากการอ่อนค่าของเงินบาทไม่มาก กลุ่มอาหาร กำลังเผชิญกับอุปสงค์ในประเทศซบเซา ปริมาณสต็อกสูงโดยเฉพาะผู้ผลิตต้นน้ำ และราคาส่งออกอ่อนลง นอกจากนั้นราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ (ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ปลาป่น) ที่เพิ่มขึ้นก็อาจจะกดดันกำไรในช่วง 3 เดือนข้างหน้าด้วย กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สำหรับที่พักอาศัยจะดีเป็นบางทำเล แต่โดยภาพรวมชะลอตัว กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้างยังไม่มีพัฒนาการทางบวกที่มีนัยสำคัญ โดยหลักเป็นการรับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ในมือเป็นหลัก กลุ่มวัสดุก่อสร้างก็เช่นกัน อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ แต่บางบริษัทไปได้ดีเพราะต้นทุนลดลง เช่น TASCO และบางบริษัทส่งออกได้มากขึ้น เช่น SCC เป็นต้น สำหรับกลุ่มสื่อสาร มีประเด็นเรื่องประมูล 4G และปันผลสูงช่วยพยุง แต่หุ้นก็เหลือ Upside ค่อนข้างจำกัด
กลยุทธ์ : เน้นหุ้น Defensive & ปันผลสูง เราเห็นว่าภาพรวมตลาดยังเป็น Sideways down และขาดปัจจัยบวกที่มีนัยสำคัญเข้ามากระตุ้น เงินสดที่มีอยู่ควรถือไปก่อน พอร์ตที่มีหุ้นเยอะให้ปรับมาถือเงินสดมากขึ้น สำหรับหุ้นที่เหลืออยู่ในพอร์ตเน้นประเภท Defensive และปันผลสูง เช่น BDMS, BTS, INTUCH, RATCH, SPALI, TTW, CPNRF, SPF เป็นต้น






