วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน 3 กรกฎาคม 2558

ราคาน้ำมันดิบทรงตัว ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด หลังจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้น

-/+ ราคาน้ำมันดิบแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าตลาดเกิดความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด หลัง Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ สิ้นสุด ณ วันที่ 3 ก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 12 แท่น สู่ระดับ 640 แท่น ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 58 หลังจากก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 29 สัปดาห์ติดต่อกัน จากระดับสูงสุดที่ 1,609 แท่น ในเดือน ต.ค. 57 เนื่องจากบริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบหลายแห่งได้ชะลอการขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบลงจากภาวะราคาน้ำมันดิบตกต่ำในช่วงต้นปี ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าจำนวนแท่นขุดเจาะได้ปรับลดลงถึงจุดต่ำสุดแล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินจากสหรัฐ เพิ่มสูงขึ้น และกดดันราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอีกครั้ง

+ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนจากรายงานตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. นี้ โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 223,000 ตำแหน่ง ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 254,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในขณะที่อัตราการว่างงานลดลงจากร้อยละ 5.5 ในเดือน พ.ค. สู่ระดับร้อยละ 5.3 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 51 นอกจากนี้ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก สิ้นสุด ณ วันที่ 27 มิ.ย. เพิ่มขึ้น 10,000 ราย สู่ระดับ 281,000 ราย มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ที่ระดับ 270,000 ราย

-/+ ตลาดยังคงจับตาผลการทำประชามติของกรีซ ในวันที่ 5 ก.ค. เพื่อประเมินสถานภาพการเป็นสมาชิกในกลุ่มอียู รวมถึงโอกาสการขอรับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มเจ้าหนี้รอบใหม่ว่าจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ หากประชาชนปฏิเสธการช่วยเหลือโอกาสที่กรีซจะไม่ได้รับการพิจารณาเงินช่วยเหลือรอบใหม่จากทางเจ้าหนี้มีความเป็นไปได้สูงและอาจเกิดความเสี่ยงต่อการเป็นสมาชิกในกลุ่มยูโรโซน ทั้งนี้ ท่าทีของนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส ของกรีซที่ได้เรียกร้องให้ประชาชนลงประชามติว่า "ไม่รับ" ได้ส่งผลให้กลุ่มผู้นำในสหภาพยุโรปไม่พอใจ โดยเห็นว่าการลงประชามติดังกล่าวอาจนำกรีซไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังจากอุปสงค์น้ำมันเบนซินในช่วงถือศีลอดเริ่มอ่อนตัวลง อย่างไรก็ดี ตลาดน้ำมันเบนซินโลกยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินในช่วงฤดูการขับขี่ของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ท่ามกลางภาวะอุปทานล้นตลาด จากปริมาณการส่งออกของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความต้องการน้ำมันดีเซลเพื่อนำไปผลิตพลังงานในช่วงฤดูร้อนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เริ่มอ่อนตัวลง

ทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์หน้าจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 57-62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 60-65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

- จับตาการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้กรีซ หลังจากรัฐบาลกรีซผิดนัดชำระหนี้งวดล่าสุดให้แก่ IMF ราว 1.6 พันล้านยูโร ในวันที่ 30 มิ.ย. ส่งผลให้กรีซกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกที่ผิดนัดการชำระหนี้ โดยล่าสุด กลุ่มเจ้าหนี้ประกาศไม่ต่ออายุข้อตกลงช่วยเหลือกรีซออกไปจากวันที่ 30 มิ.ย. เนื่องจากยังไม่สามารถตกลงกันเรื่องแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซได้ ทั้งนี้ รัฐบาลกรีซประกาศให้มีการลงประชามติในวันที่ 5 ก.ค. เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะยอมรับมาตรการปฏิรูปของกลุ่มเจ้าหนี้หรือไม่ ซึ่งการปฏิเสธความช่วยเหลือครั้งนี้อาจส่งผลให้กรีซต้องออกจากกลุ่มยูโรโซน

- ราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวเหนือระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อาจเพิ่มความจูงใจให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ กลับมาเพิ่มอัตราการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ บริษัทขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบหลายแห่งได้ชะลอการขุดเจาะและผลิตน้ำมันดิบลงจากภาวะราคาน้ำมันดิบตกต่ำ

- ติดตามการเจรจาระหว่างอิหร่านกับชาติมหาอำนาจ (P5+1) โดยทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรของอิหร่าน ภายในเส้นตายวันที่ 30 มิ.ย. ตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ได้ ทั้งนี้ อิหร่านและชาติมหาอำนาจตกลงที่จะยืดเวลาการเจรจาเพื่อหาข้อยุติให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 7 ก.ค. ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าหากชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน จะส่งผลให้อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบได้มากขึ้นอีกราว 2- 5 แสนบาร์เรล ภายใน 6-12 เดือน หลังจากการยกเลิกมาตรการคว่ำมาตร

- ติดตามทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ว่าธนาคารกลางจีน (PBOC) จะมีการประกาศใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุด PBOC ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เดือน พ.ย. ปี และประกาศลดสัดส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์เพิ่มเติม

                                                                  -----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999