ชะลอตัวในระยะสั้น
ประเด็นการลงทุน
หลังจากเข้าร่วมการเปิดตัวสาขานครอินทร์เมื่อวาน โดยรวมแล้วเราค่อนข้างพอใจกับการพัฒนาสินค้าของบริษัทซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า HoReCa ให้มากขึ้นเท่านั้น แต่น่าจะช่วยสร้างความต้องการใหม่ๆและเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรม HoReCa อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เราคาดราคาหุ้นน่าจะได้รับผลกระทบในระยะสั้นจากการเติบโตของผลประกอบไตรมาส 2/58 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่ำกว่าที่เราคาดไว้ในเบื้องต้น ประกอบกับอัตราการเติบโตของยอดขายต่อสาขาและอัตรากำไรที่มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เราคาดและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่น่าจะสูงกว่าที่เราประเมิน ทั้งนี้จากการที่ไม่มีอัพไซด์ในการประมาณการ เราจึงยังคำแนะนำ ถือ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ที่ 41 บาท
สาขานครอินทร์
สาขานี้มีพื้นที่ขาย 7,000 ตร.ม. และเป็นสาขาแบบ Eco Plus แห่งที่ 7 ซึ่งมีสินค้าที่รองรับความต้องการของทั้งลูกค้าที่เป็นร้านโชว์ห่วย (60%) และลูกค้ากลุ่ม HoReCa (40%) ทั้งนี้รูปแบบของห้าง MAKRO ปัจจุบันมีอยู่ 4 แบบ ขึ้นอยู่กับจำนวนกลุ่มลูกค้า HoReCa ซึ่งได้แก่รูปแบบ Classic (มีสินค้า HoReCa 20%), Eco Plus (40%), Food Service (80%) และ Frozen food shop(เกือบ 100%) โดยสาขา Eco Plus แห่งนี้มีสินค้าประมาณ 11,500 รายการ โดย 22% เป็นอาหารสด, 58% เป็นอาหารแห้ง และส่วนที่เหลือเป็นสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร
การพัฒนาของผลิตภัณฑ์เป็นปัจจัยสำคัญดึงดูดลูกค้าHoReCa
หลังจากที่เรามีโอกาสสำรวจสินค้าบนชั้นของ MAKRO เราค่อนข้างประทับใจกับการพัฒนาสินค้าของบริษัท ทุกครั้งที่เราเข้าเยี่ยมชม เรามักพบเจอสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มต่างๆ โดยอาหารพร้อมปรุงน่าจะป็นประโยชน์กับลูกค้ากลุ่มร้านอาหารและภัตตาคาร เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารและลดต้นทุนแรงงาน นอกจากนี้บริษัทยังมีสินค้าเฉพาะกลุ่มสำหรับภัตตาคารแต่ละประเภท อย่างเช่น เนื้อหมักประเภทต่างๆ และน้ำจิ้มชนิดต่างๆสำหรับร้านหมูกะทะและชาบู รวมถึงข้าวที่เหมาะกับการทำข้าวผัดหรือข้าวมันไก่ เราเชื่อว่าการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องจะทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการแข่งขันกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
อัตราการเติบโตชะลอตัวในระยะสั้น
ผู้บริหารให้ข้อมูลว่า อัตราการเติบโตของยอดขายต่อสาขาหดตัว 1-2% ในเดือนเม.ย. และ พ.ค. จากการปิดซ่อมสาขาลำพูน (จากผลของความเสียหายจากพายุ), ยอดขายที่อ่อนตัวลงในภาคใต้ (อำนาจซื้อของประชนชาที่ต่ำลงจากสภาวะราคายางตกต่ำ) และการแข่งขันกันเองระหว่างสาขา (ในจังหวัดร้อยเอ็ดและภูเก็ต) ยอดขายต่อสาขาเดือนมิ.ย.คาดปรับตัวดีขึ้นแต่น่าจะไม่แข็งแกร่งพอที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตในไตรมาส 2/58 อัตรากำไรน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 100 bps อยู่ที่ 9.3% ในไตรมาส 2/58 แต่ต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 9.7% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เราคาดจากค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจ (การศึกษาเพื่อขยายธุรกิจในพม่า) หากยอดขายเดือน มิ.ย.ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องจากเดือน เม.ย.-พ.ค. เราคาดบริษัทน่าจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/58 ที่ 1.15 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY






