"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร" คาดจีดีพีปี 58-59 โตประมาณ 3-4% รับอานิสงส์โครงการลงทุนรัฐหนุน ลุ้นส่งออกฟื้น หลังค่าเงินบาทอ่อน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยในการปาถกฐาในหัวข้อ "ธรรมาภิบาลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ" ว่า รัฐบาลชุดนี้จะใช้ธรรมาภิบาลในการบริหารเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างยั่งยืน เพราะรัฐบาลชุดที่ผ่านมาบริหารประเทศโดยขาดธรรมาภิบาลที่ดีทั้งโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้เกิดรัฐบาลขาดทุนถึง 6 แสนล้านบาทและทำให้โครงสร้างราคาข้าวบิดเบือน
ขณะที่โครงการรถยนต์คันแรกที่ทำให้โครงสร้างการผลิตเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเเค่เพียงระยะสั้นแต่ก่อให้เกิดความเสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจโตแบบไม่ยั่งยืน ทำให้รัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามารับช่วงต่อได้ลดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่บิดเบือนและลดสภาพคล่องจากธุรกิจสีเทา ทำให้ช่วงระยะเวลา 1 ปีแรกเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเพื่อปรับฐานเศรษฐกิจ แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจก็จะเติบโตตามปกติ
ทั้งนี้ คาดเศรษฐกิจจะเริ่มทยอยกลับมาฟื้นตัวได้ตั้งแต่กันยายน 2558 โดยจีดีพี 2558-2559จะขยายตัวได้ 3-4%โดยใช้การใช้จ่ายของภาครัฐและการท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นหลัก เพราะหนี้ภาครัฐในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้สามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก 2-3 ปี และหากการส่งออกกลับมาขยายตัวได้ตามปกติที่มากกว่า 10% ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมไทยมีการปรับสินค้าส่งออกให้ตรงความต้องการของตลาดโลก ก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4-5%
นอกจากนี้ยังต้องติดตามตัวเลยการส่งออกเดือนกันยายนนี้ว่าจะดีขึ้นหรือไม่ หากเป็นไปตามที่คาดน่าจะฟื้นตัวเพราะได้อานิสงค์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
"การใช้จ่ายของภาครัฐไม่ได้ล่าช้า หน่วยงานที่ตนดูแลทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ทำงานได้เกินเป้า แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังในการบริหารประเทศก็คือการใช้อำนาจที่ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีธรรมาภิบาลเพราะหากผู้มีอำนาจเผลอไปใช้อำนาจในทางที่ผิด ความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อมั่นต่อไทยก็จะหมดไป พร้อมกันนี้ยังระบุด้วยว่าหากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลที่ดี คนในชาติก็จะมีความสุข ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการที่จีดีพีเติบโตสูง"ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว









