วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ.หวั่นวิกฤติน้ำเขื่อน กระทบต้นทุน'ค่าไฟฟ้า'

กฟผ.เตรียมมาตรการรับมือไฟฟ้าไม่พอใช้ หลังน้ำในเขื่อนน้อย และการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA-A18 ชี้วิกฤตน้ำเขื่อนใหญ่มีอีก 3 ปี

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยวานนี้ (14 มิ.ย.) ว่า ปกติการทำนาของไทยจะอาศัยน้ำฝนเป็นหลักโดยเฉพาะการทำนาปี แต่ในเขตลุ่มเจ้าพระยาซึ่งเป็นเขตชลประทานขนาดใหญ่ และเป็นพื้นที่ปลูกที่สำคัญ จะมีปัญหาเมื่อถึงฤดูน้ำหลากในช่วงเดือน ส.ค. ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหาย


ดังนั้น กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงวางแผนให้พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยานี้ทำการเพาะปลูกก่อน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. – มิ.ย. ของทุกปี โดยระบายน้ำในเขื่อนที่เก็บไว้ช่วงต้นฤดูฝนเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูก ซึ่งแต่ละปีจะมีน้ำฝนที่จะตกช่วงครึ่งหลังของเดือน พ.ค. เข้ามาช่วยเพิ่มเติม


อย่างไรก็ตามคาดการณ์ฝนที่ตกในปีนี้มีความคาดเคลื่อน ฝนไม่ตกตามเป้าหมาย กรมชลประทานจึงต้องชะลอการทำนาที่ไว้จนกว่าฝนจะตก ในขณะที่ช่วงเดือน พ.ค. เกษตรกรได้ทำนาไปแล้ว 2.8 ล้านไร่ พื้นที่เหล่านี้กรมชลประทานจะระบายน้ำประคองไว้จนกว่าฝนจะตก ดังนั้นในขณะนี้จึงไม่ได้รับการรายงานว่าพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการชะลอน้ำดังกล่าวมากน้อยเพียงใด


เขากล่าวว่า กรมชลประทานประกาศชะลอในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเท่านั้น ไม่ได้งดทำนาทั้งประเทศ ดังนั้นพื้นที่อื่นๆ ที่มีการบริหารอ่างเก็บน้ำเชิงเดี่ยว โดยท้องถิ่น ก็สามารถบริหารจัดการได้ ยกเว้น 4 อ่างหลักคือ ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ แควน้อยบำรุงแดน ที่มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การอุปโภคบริโภค การขับไล่น้ำเค็ม และการเพาะปลูก ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา


“ทุกคนไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค เพราะมีเพียงพออย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือแม้กรมชลประทานจะลดปริมาณการระบายน้ำ แต่เกษตรกรจะยังเห็นน้ำไหลผ่านพื้นที่เพาะปลูก มีความเป็นไปได้ที่อาจขโมยสูบน้ำ กรมชลประทานจึงประสานกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน ) เพื่อช่วยเข้าไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ด้วย" นายเลิศวิโรจน์ กล่าว


เฝ้าระวังหลายเขื่อนน้ำน้อยกว่า30%


รายงานจากกรมชลประทานยังพบว่า อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำในอ่างน้อยกว่า 30% ที่ต้องระมัดระวังเรื่องการบริหารจัดการ ประกอบด้วย แม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่ใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. หรือ 8% ของความจุอ่าง กิ่วคอหมา 42 ล้าน ลบ.ม. หรือ 26%ของความจุอ่าง


ห้วยหลวง 22 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17% ของความจุอ่าง น้ำพุง 27 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17% ของความจุอ่าง ลำปาว 379 ล้าน ลบ.ม. หรือ 20% ของความจุอ่าง ลำตะคอง 61 ล้าน ลบ.ม. หรือ 21% ของความจุอ่าง ลำพระเพลิง 28 ล้าน ลบ.ม. หรือ 26% ของความจุอ่าง ป่าสักชลสิทธิ์ 87 ล้าน ลบ.ม. หรือ 9% ของความจุอ่าง


ขุนด่านปราการชล 14 ล้านลบ.ม. หรือ 6%ของความจุอ่าง คลองสียัด 20 ล้าน ลบ.ม. หรือ 5%ของความจุอ่าง บางพระ 16 ล้าน ลบ.ม. หรือ 15%ของความจุอ่าง และปราณบุรี 64 ล้านลบ.ม. หรือ 17%ของความจุอ่าง


เตรียมพลังงานดีเซลรองรับผลิตไฟฟ้า


ด้าน นายชัยยุทธ จารุพัฒนานนท์ หัวหน้ากองจัดการทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ในการประชุม คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ในการดูแลของกฟผ. ในขณะนี้มี 12 เขื่อน ประกอบด้วย
ภาคเหนือ ภูมิพล สิริกิติ์ ศรีนครินทร์ ภาคตะวันตก ท่าทุ่งนา วชิราลงกรณ์ ภาคอีสาน เขื่อน อุบลรัตน์ สิรินธร จุฬาภรณ์ น้ำพุง ห้วยกุ่ม ภาคใต้ เขื่อนรัชชประภา และบางลาง ทุกแห่งยกเว้นภาคใต้พบว่ามีปริมาณน้ำที่ใช้การได้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ถึง 3%


เขากล่าวว่า ในเขื่อนขนาดใหญ่อย่างภูมิพล กับสิริกิติ์ ที่ต้องสำรองน้ำเอาไว้เพื่อรับวิกฤติด้านอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และพลังงาน นั้น กฟผ.กำหนด จะแบ่งระดับของวิกฤติเพื่อสำรองน้ำออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ ที่ 1 เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เพื่ออุปโภคบริโภคและพลังงานเขื่อนภูมิพลจะต้องมีน้ำสำรองไว้รวม 511 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 488 ล้าน ลบ.ม.


ระดับที่ 2 เพื่ออุปโภคบริโภค พลังงานเขื่อนภูมิพลจะต้องมีน้ำสำรองไว้ 407 ล้าน ลบ.ม. สิริกิติ์ 359 ล้าน ลบ.ม. และระดับที่ 3 เพื่อความมั่นคงของพลังงาน เขื่อนภูมิพลจะต้องมีน้ำสำรองเอาไว้ 176 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ 146 ล้าน ลบ.ม. จึงจะเพียงพอสตาร์ทเครื่องปั่นพลังงานไฟฟ้าได้ ในภาวะที่เกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือน พ.ค. เขื่อนภูมิพลไม่มีน้ำเข้าเขื่อนเลย แม้สิริกิติ์จะมีน้ำไหลเข้า 3 ล้าน ลบ.ม. แต่ก็ยังเป็นปริมาณที่น้อยอยู่ จึงจำเป็นต้องสำรองน้ำเอาไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานด้วย
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าดับส่วนหนึ่งเพราะเกิดปัญหาภัยแล้ง และการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA-A18 ปี 2558 ในวันที่ 19-23 ก.ค. 2558 รวม 5 วัน และวันที่ 10-21 ม.ค. 2559 รวม 12 วัน ซึ่งจะเป็นผลให้โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ต้องหยุดการผลิตไฟฟ้า


ในกรณีนี้ กฟผ.ได้ปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าชุดที่ 1 ให้ใช้พลังงานดีเซลแล้ว จะเดินเครื่องทันที แต่ กฟผ.จะต้อง ตรวจสอบโรงไฟฟ้าในภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มการทำงานแหล่งก๊าซงดการหยุดเครื่องบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ ในช่วงการทำงานแหล่งก๊าซฯ ประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าผ่าน HVDC และตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งาน ก่อนเริ่มการทำงานแหล่งก๊าซ งดการทำงานระบบส่งภาคใต้ช่วงการทำงานแหล่งก๊าซเชื้อเพลิงสำรองน้ำมันเต็มความสามารถกักเก็บ


โดยก่อนเริ่มทำงานแหล่งก๊าซ ประสานงาน ปตท. จัดส่งน้ำมันระหว่างงาน เพื่อให้สามารถรองรับงานล่าช้ารณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วง 18.00 – 21.30 น. และ ใช้มาตรการ Demand Response โดยเฉพาะในช่วง 18.00 – 21.30 น.


กฟผ.ยันไม่กระทบผลิตไฟฟ้า


ขณะที่ นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤตน้ำแล้ง เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา ช้ากว่าที่ควรจะเป็น และเป็นการตกนอกเขื่อน ทำให้มีปริมาณน้ำฝนที่ไหลเข้าเขื่อนน้อยมาก โดยหากในช่วงนี้ไม่มีปริมาณน้ำฝนไหลเข้ามาเพิ่มในเขื่อน ในส่วนของเขื่อนภูมิพลจะสามารถระบายน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ในบางช่วงเวลาได้อีกเพียง 40 วัน


ส่วนเขื่อนสิริกิติ์จะระบายน้ำได้อีกเพียง70วัน เท่านั้น ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเกิดในส่วนของภาคเกษตรกรรม แต่จะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเท่านั้น


โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนภูมิพลที่มีกำลังการผลิต 779 เมกะวัตต์ และของเขื่อนสิริกิติ์ มีกำลังการผลิตประมาณ 500 เมกะวัตต์ปัจจุบันเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเฉพาะช่วงเวลากลางคืนประมาณ 1-2 โมงด้วยกำลังการผลิตประมาณแห่งละ 200 เมกะวัตต์ ซึ่งในช่วงที่ต้องหยุดการผลิต ทางกฟผ.ก็จะต้องสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นเช่นก๊าซธรรมชาติ หรือ ถ่านหิน มาทดแทน


อย่างไรก็ตามไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังน้ำจากเขื่อนมีต้นทุนที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ การที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามแผน อันเนื่องมาจากวิกฤติน้ำในเขื่อนจากภัยแล้งก็จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที


ขอน้ำเลี้ยงระบบ20-30%


นายณัฐจพนธ์ กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติน้ำในเขื่อนจะมีเฉพาะเขื่อนใหญ่ทางภาคเหนือ คือเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เท่านั้น ส่วนเขื่อนในภาคอื่นๆ ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ปริมาณน้ำยังไม่มีปัญหา โดยคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดต่อเนื่องไปอีก 3 ปี โดยที่ปีนี้เป็นปีแรกจากปรากฏการณ์เอลนิโญ


โดยฤดูฝนปี 2558 ถึงแม้จะเริ่มขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่ปริมาณฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าปกติ 55% ในพื้นที่ภาคเหนือ และน้อยกว่าค่าปกติมากถึง 69% ในพื้นที่ภาคกลาง ส่งผลให้ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพล โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-11 มิ.ย.2558 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลเพียง 4 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้นน้อยที่สุดในรอบ 51 ปี หรือตั้งแต่มีการเก็บกักน้ำมา ปัจจุบันเหลือปริมาณน้ำใช้งานได้เพียง 410 ล้าน ลบ.ม.ไม่สามารถระบายน้ำเพื่อการเกษตรได้แล้ว


ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ แม้จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนบ้างแต่อยู่ในเกณฑ์ที่น้อยมาก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากถึงร้อยละ46ลดลงในระดับวิกฤต เหลือปริมาณน้ำใช้งานได้779ล้าน ลบ.ม.ซึ่งสามารถระบายน้ำเพื่อการเกษตรได้บางส่วนเท่านั้น


นายณัฐจพนธ์ กล่าวว่า คณะกรรมการปลูกพืชฤดูแล้งที่มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธานซึ่งประชุมกันเดือนละ 2ครั้ง จะต้องบริหารจัดการผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทางด้านการเกษตร ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีเหลือในเขื่อน เพราะกฟผ.จะต้องคงเหลือน้ำเอาไว้ประมาณ 20-30% เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเอาไว้