สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ ฯ และยุโรป (4-10 มิ.ย. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวลง โดย DJIA -0.4%, DAX -1.4%, CAC ฝรั่งเศส -2.0% และ FTSE -1.7% จากความกังวลต่อปัญหาหนี้สินของกรีซ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค. สหรัฐฯเพิ่มขึ้น 2.8 แสนตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดลงทำระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ 5.4% ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 16-17 มิ.ย. แต่ฟื้นตัวลดช่วงลบลงได้เมื่อมีรายงานว่านายกเยอรมันอาจจะยอมรับเงื่อนไขแผนปฏิรูปทางการเงินของกรีซ และส่งผลให้กรีซบรรลุข้อตกลงรับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ รวมทั้งหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (4-10 มิ.ย. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 4.0% โดยปรับตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จากแรงเก็งกำไรต่อการเพิ่มตลาดหุ้นจีนเข้าคำนวณในดัชนี MSCI แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาเชิงลบอย่างยอดส่งออกเดือน พ.ค.ของจีนจะออกมาหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และยอดนำเข้าที่หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่ส่งสัญญาณถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอก็ตาม และปรับตัวลงลดช่วงบวกลงในช่วงปลายสัปดาห์เมื่อ MSCI ยังไม่เพิ่มตลาดหุ้นจีน A-Share เข้าคำนวณในดัชนี
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (4-10 มิ.ย. 2558)
SET INDEX ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อการประชุมกนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลัง กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ตามที่ตลาดคาด ส่งผลให้กลุ่มธนาคารฟื้นตัว อีกทั้งการปรับตัวขึ้นของกลุ่มพลังงานที่ได้อานิสงส์หลังราคาน้ำมันดิบ NYMEX ยืนเหนือ US$61/barrel ปิดที่ระดับ 1,504.04 จุด เพิ่มขึ้น 21.97 จุด หรือ +1.48% ณ วันที่ 10 มิ.ย.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (12-18 มิ.ย. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 13 พร้อมประเมินกรอบแกว่งระหว่าง 1,500-1,530/40 จุด โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยต่างประเทศ 2 ส่วนคือ
ความคืบหน้ากรณี กรีซ ซึ่งมีแนวโน้มได้ข้อสรุป หลังนายกฯ เยอรมัน เห็นด้วยกับบางข้อในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจที่กรีซ เสนอมา รวมถึง ECB ขยายเพดานวงเงิน ELA ให้ธนาคารพาณิชย์กรีซอีก 2.3 พันล้านยูโร น่าจะเห็นภาพการประนีประนอม เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปในไม่ช้า ซึ่งจะเป็นบวกต่อภาพรวมการลงทุนทั่วโลก
และการประชุมเฟด วันที่ 16-17 มิ.ย. แน่นอนว่า การประชุมนัดนี้ เฟดจะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน แต่ความเห็นต่อภาพรวมเศรษฐกิจ / การจ้างงาน / เงินเฟ้อ เป็นเงื่อนไขหลักของการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด จะเป็นอย่างไร เพื่อประเมินช่วงเวลาที่เฟดจะพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือนก.ย.
ส่วนปัจจัยสำคัญในประเทศที่เด่นในสัปดาห์หน้า คือ การประกาศรายชื่อหุ้นเข้า -ออก จากการคำนวณดัชนี SET50 / SET100 / SET HD คาด ตลท. ประกาศในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งหุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้เพิ่มเข้าในการคำนวณ SET50 รอบนี้ได้แก่ ITD / TPIPL / WHA
ขณะที่การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เป็นอีกปัจจัยที่น่าจับตามอง หลัง NYMEX กลับมายืนเหนือ US$60 ได้อย่างแข็งแกร่ง ย่อมทำให้กลุ่มพลังงาน /ปิโตรเคมี จะทรงตัวถึงขยับขึ้น เพราะแนวโน้มผลการดำเนินงานใน 2Q58 ของกลุ่มที่เชื่อมโยงกับน้ำมันเติบโต qoq ต่อเนื่อง
ด้านกลุ่มธนาคาร ทรงตัวแข็งแกร่งเช่นกัน หลัง กนง. คงอัตราดอกเบี้ย RP1 วัน ด้วยเสียงเอกฉันท์ ทำให้แรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้คลายตัว เมื่อกลุ่มพลังงาน / ปิโตรเคมี / ธนาคาร ทรงตัวถึงขยับขึ้น ย่อมช่วยปิด Downside risk ของ SET INDEX ในช่วงนี้
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน เราคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อเก็งกำไร” พร้อมเพิ่มวงเงินการเข้าเก็งกำไร เพราะภาพรวมในช่วงที่เหลือของเดือนมิ.ย. มีโอกาสที่จะขยับขึ้นในลักษณะ Sideways-to-Sideways เพื่อไปทดสอบ 1,550 จุดหรือสูงกว่าได้ ด้วยการปรับพอร์ตเพื่อทำ Window Dressing ของสถาบันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน
ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. การจัดงาน Invest Asean ร่วมงานระหว่าง MayBank และ ตลท. วันที่ 15 มิ.ย.
2. การประชุม BoJ วันที่ 19 มิ.ย.
3. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการจ้างงาน อียู - อังกฤษ / เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ของจีน
----------------------------------------









