วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่1.50%

กนง.มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เล็งหั่นเป้าส่งออกปีนี้เป็นติดลบ

นายเมธี สุภาพงษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ โดยเฉพาะจากภาวะเศรษฐกิจโลก จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในภาวะผ่อนคลายต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าการดำเนินนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายขึ้น ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนได้ปรับตัวในทิศทางที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กนง.ยังประเมินว่า ภาคการส่งออกยังมีความเสี่ยงสูงที่จะติดลบ หรือต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนที่ 0% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าช้าทั้งจากจีน เอเชีย โดยจะมีการประกาศตัวเลขการส่งออก และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ใหม่วันที่ 19 มิ.ย. นี้

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าโอกาสของการเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการอุปโภคบริโภคยังขยายตัว ราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่บังมีแนวโน้มทรงตัว หรือเพิ่มขึ้นและคาดการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน กนง.ยังประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขั้นจากราคาอาหาร และน้ำมันที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานและอาหารสดเป็นหลัก แต่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีด้วยผลของฐานราคาน้ำมันสูงที่จะทยอยหมดไป รวมทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันและอาหารสดที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกแต่โน้มลดลงบ้างตามแรงกดดันจากด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด

นายเมธี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1 และเดือนเม.ย. 58 ชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังเปราะบาง การส่งออกที่หดตัวต่อเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเอเชีย และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ทำได้เพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง มีบทบาทในการช่วยพยุงเศรษฐกิจ ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆแต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนและเอเชีย