เลือกเก็งกำไรรายตัว ขายแนวต้าน 1520/1536 จุด
Market Outlook
คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ รีบาวด์ระยะสั้น จากแรงหนุน Window dressing แนะนำ เลือกเก็งกำไรรายตัว จุดขายทำกำไร 1520/1536 จุด
คาดดัชนีฯ วันนี้ sideway กรอบแคบ ระหว่าง 1500-1515 จุด ตลาดหุ้นไทยยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ โดยนักลงทุนกลุ่มสถาบันในประเทศยังช่วยพยุงตลาดแต่แรงซื้อเริ่มแผ่วลง ส่งผลดัชนีแกว่งตัวในกรอบแคบ เนื่องจากนักลงทุนรอดูผลการประชุมกนง. ในวันพรุ่งนี้ (คาดคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50%) ด้านปัจจัยทางการเมือง มีความเสี่ยงต่อการเลื่อนการเลือกตั้งมากขึ้นหลังมีแนวคิดให้ทำประชามติ เพื่อให้รัฐบาลทำงานต่ออีก 2 ปี ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังเป็นลบ จากแรงกดดันเรื่องกรีซที่ล่าสุดมีการพูดถึงโอกาสของการออกจากยูโรโซนมากขึ้น ประกอบกับความกังวลเรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ยที่ส่งผลให้มีแรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้มีแรงเทขายตามมา
กลยุทธ์ แนะนำ Selective Buy ขายแนวต้าน 1520/1536 จุด 1) หลักทรัพย์ที่ดิ่งลงแรง 2Q QTD (ลุ้นกระแส Window Dressing หนุนราคาฟื้นตัว) PSL SAMART SPALI QH TMB LOXLEY KBANK PS NINE 2) หุ้นที่คาดว่าจะได้เพิ่มคำนวณในดัชนี SET 50 Index (ประกาศจันทร์หน้า) BA BLA ITD SAWAD SUPER TPIPL WHA 3)หุ้นที่มี Upward Revision w-w ได้แก่ RCL PYLON VNG SVI 4) BH มีผล 22 มิย.เป็นต้นไป ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในคำนวณดัชนี FTSE SET Index series สำหรับรอบ 2H58 และถอด BEC ออกจากการคำนวณ
ปัจจัยต่างประเทศ
กรีซยังคงกดดันตลาดหุ้นยุโรป หลังการเจรจายังไม่มีความคืบหน้า และรัฐบาลกรีซปฏิเสธข้อเสนอจากทางกลุ่มเจ้าหนี้ โดยกล่าวว่า ร่างข้อเสนอของทางกลุ่มเจ้าหนี้เป็นกลลวงในการต่อรอง และเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ ทั้งนี้ ท่าทีฝั่งเยอรมนีเริ่มแตกแยกระหว่างผู้นำ นางแองเจล่า เมอร์เคล ที่ยังต่อสู้ให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไป แต่ทางรัฐมนตรีคลังเยอรมนีเริ่มพูดถึงการให้กรีซออกจากยูโรโซน ซึ่งคาดว่าผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ จะจำกัด ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มได้รับเสียงสนับสนุนจากสว. ของทางเยอรมนีเอง ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าสภาเยอรมนีจะมีการโหวตร่างความตกลงช่วยเหลือทางการเงินกรีซในช่วงปลายเดือนนี้
ปัจจัยในประเทศ
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยปรับลงในเดือนมิ.ย. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO NIDA Investor Sentiment Index) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิ.ย.-ส.ค.) อยู่ที่ 88.16 ลดลง 14.17% จากผลสำรวจเมื่อเดือนที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ มองว่า ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศ มีอิทธิพลในเชิงลบมากที่สุด
โดยหากพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นรายกลุ่มแล้ว พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ อยู่ที่ 100.00 (Neutral) นักลงทุนรายย่อยอยู่ที่ 88.17 (Neutral) กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ที่ 77.77 (Bearish) และสถาบันในประเทศ อยู่ที่ 73.68 (Bearish) ตามลำดับ สำหรับหมวดอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนมากที่สุด คือ หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ขณะที่หมวดธนาคารเป็นหมวดอุตสาหกรรมที่ไม่น่าลงทุนมากที่สุด
สำหรับมุมมองของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ยังมีปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังไม่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เช่น ความชัดเจนเรื่องการลงทุนของภาครัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ความชัดเจนของทิศทางรัฐธรรมนูญใหม่และการเลือกตั้ง และมูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในระดับสูง
สัญญานทางเทคนิค รูปแบบระยะกลางของดัชนีฯ ยังคงเป็นรูปแบบขาลง Descending triangle โดยมีสัญญาณลงไปที่ 1459/1400 จุด หากไม่ผ่านแนวต้าน 1520 จุด และหลุดแนวรับหลัก 1475 จุด ส่วนระยะสั้น การฟื้นตัวของดัชนีฯเกือบ 30 จุดในช่วง 3 วันต่อเนื่อง ส่งผลให้รูปแบบดัชนีฯอาจเปลี่ยนเป็น Double Bottom ได้ หากผ่านแนวต้านหลัก 1536 จุด แต่เรายังคงให้โอกาสกว่า 60% ที่ดัชนีฯจะกลับลดลงมาทดสอบแนวรับหลักอีกครั้ง ใน 1-2 สัปดาห์หน้า






