พวกเขาไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน แต่กำลังสอดแทรกแนวคิดบางอย่าง เพื่อสื่อสารให้ผู้คนได้เข้าใจ “ชีวิต” และ “ธรรมชาติ” กันมากขึ้น
“โลกนี้ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด”
“ถ้าตั้งคำถามผิด ก็ไม่มีทางได้คำตอบที่ถูกต้อง”
"โลกใบนี้ไม่มี ‘ขยะ’ มีแต่สิ่งที่คนยังไม่รู้จักวิธีใช้เท่านั้น"
แก่นคมคิดที่ฝังลึกอยู่ในแบรนด์ “CCC OBJECTS” (ซีซีซี ออบเจ็กต์) เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่เป็นมากกว่า “วัตถุสิ่งของ” แต่กำลังสื่อสารแนวคิดบางอย่างให้กับผู้คนบนโลกนี้
“CCC OBJECTS” คือแบรนด์น้องใหม่ที่เกิดขึ้นมาประมาณ 3 ปี ก่อตั้งโดยสามพี่น้องตระกูล “จันทร์คำ” “โอภาส”, “ภัทรพล” และ “อรรถพล”
พี่ชายคนโต “โอภาส” คือ เจ้าของ OBK Design Studio แห่งกรุงลอนดอน ผู้เป็นทั้งดีไซเนอร์และช่างภาพที่อยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์ของหลายแบรนด์ดังทั้งในและต่างประเทศ เขาก่อตั้งบริษัทโฆษณาสัญชาติไทยแท้ในอังกฤษและให้บริการมานานถึง 25 ปี ขณะที่คนกลาง “ภัทรพล” เป็นที่รู้จักดีในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ปรึกษาของ TCDC และบริษัทชั้นนำ ส่วนน้องเล็ก “อรรถพล” เติบโตมาในสายงาน วิศวกรโยธา มีประสบการณ์ในการทำงานเชิงกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจใหม่
จุดร่วมสำคัญที่สามพี่น้องมีตรงกัน คือ ความสามารถในเชิง “ศิลปะ” และความสนใจในธรรมชาติของชีวิต
“พวกเราสนใจเรื่อง การเข้าใจชีวิต ถ้าวันนี้เราสามคนจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำอะไรเพื่อสังคมได้ หรือทำเพื่อคนรุ่นลูกของเรา เพื่อโลกที่ลูกๆ ของพวกเราอยู่ ผมว่า คนในประเทศไทย ควรเข้าใจชีวิตกันมากขึ้น”
อรรถพล บอกจุดเริ่มต้นของความคิด ที่กลายเป็นจุดยืนการทำธุรกิจในวันนี้ เมื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการออกแบบ จะไม่เพียงตอบสนองทางด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน หรือดีไซน์เท่านั้น ทว่าต้องสามารถจุดประกายความคิดให้กับผู้คนด้วย
น้องเล็กแห่งบ้านจันทร์คำ ชี้ให้เราดูกล่องเอนกประสงค์ที่ซ้อนเรียงกันเป็นตู้ชิคๆ โปรดอย่านิยามว่า พวกมันคือ ตู้ ชั้นวาง หรือที่เก็บของ แม้ตามหน้าที่อาจจะใช่ แต่ “ยืดหยุ่น” ในการใช้มากกว่านั้น เรียกว่า เป็นอะไรก็ได้ตามใจคุณ จะเรียงซ้อนเป็นตู้ แยกเป็นโต๊ะ เก้าอี้ อยากต่อเติม เปลี่ยนหน้าที่ เปลี่ยนรูปทรงหนีความจำเจ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยที่บ้านยังคง “สวย” อยู่
“บ้านส่วนใหญ่จะเจอปัญหา คือ มีตู้ร้อยพ่อพันแม่ พอของล้นก็เพิ่มตู้ จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ตู้ไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บ้านไม่สวยแล้ว บางคนมีกำลังทรัพย์หน่อยก็ยกตู้ไปทิ้ง แล้วซื้อใหม่ แต่นั่นคือ โลกร้อนนะ เสียของเปล่าๆ ขณะที่คนเพิ่งทำงานเงินเดือนแค่หมื่นห้า ไม่มีสิทธิอยู่บ้านสวยๆ เลยหรือ เรามองว่า ไม่ใช่ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับไอเดียทั้งนั้น”
ไอเดียที่ว่า และปัญหาที่เห็น เป็นที่มาของเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถทยอยซื้อมาแต่งบ้านได้ แถมยังเปลี่ยนรูปทรง เปลี่ยนหน้าที่ไปได้ดั่งใจคิด เขาว่า ถ้าคนที่ได้ใช้จะ “สปาร์ก” ความคิดบางอย่างขึ้นมาได้ นั่นเท่ากับพวกเขา “บรรลุเป้าหมาย” แล้ว
“เราเชื่อว่า คนจะเปลี่ยนชีวิตได้ก็ต่อเมื่อได้ใช้ และปฏิบัติ ไม่ใช่การอ่านไบเบิลหรือหนังสือฮาวทู แต่ต้องได้ลอง ได้เจอกับตัวเอง ฉะนั้นหน้าที่ของเรา คือ ให้เขาได้ลองใช้ ได้ทำอะไรบางอย่าง แล้วรับรู้ถึงเรื่องราวที่พวกเรากำลังสื่อสารถึง ผมว่าแค่ 5% ถ้าสามารถเปลี่ยนการมองของเขาได้ ชีวิตเขาเปลี่ยนเลยนะ” เขาบอก
ระหว่างทางที่โพรดักส์จาก OBJECT1 ออกเดินทางไปสื่อสารอะไรบางอย่างให้กับผู้คน เวลาเดียวกัน OBJECT2 ก็ถือกำเนิดขึ้น ในชื่อเท่ๆ ว่า “PUNN” (พัน) ผลิตภัณฑ์ที่รองแก้วจากกระดาษใยสัปปะรด ซึ่งเกิดจากมองเห็นปัญหาในภาคเกษตรของไทยที่ฝังรากลึกมาเนิ่นนาน ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน คนไม่อยากทำเกษตร มาเป็นแรงงานในเมืองกันหมด
“ในต่างประเทศเกษตรกรรวยทุกคน แต่ของไทยเรา อาชีพที่จนที่สุดก็คือ เกษตรกร น่าเศร้านะ แต่พวกเราก็แค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง คงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากจะให้ความคิดอะไรบางอย่างกับสังคม” เขาบอก
บางอย่างที่ว่า คือกลับไปมอง “ของเหลือ” จากภาคเกษตร ที่ใครหลายคนเรียกว่า “ขยะ” แต่พวกเขากลับท้าทาย ด้วยการบอกว่า “โลกนี้ไม่มีขยะ”
“โลกนี้ไม่มีขยะ มีแต่สิ่งที่คนยังไม่รู้วิธีใช้เท่านั้น ก็เหมือนกับที่บอกว่า โลกนี้ไม่มีคำว่า ถูกหรือผิด มนุษย์เป็นคนบัญญัติขึ้นมาเองทั้งนั้น”
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเริ่มต้นจากเปลี่ยนความคิดว่า “โลกนี้ไม่มีขยะ” เขาบอกว่า ก็แทนที่จะต้องไปคิดหาวิธีกำจัด เราจะเปลี่ยนมาเรียนรู้วิธีที่จะใช้พวกมันแทน แล้วสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า ก็จะกลายเป็นของที่มีค่าขึ้นมาทันที
“เวลาคุณทำสินค้ารีไซเคิลจากขยะ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์อีโค ดีไซน์สวยงามแค่ไหน แต่แค่บอกว่า ขยะ คนก็รู้สึกว่า ไม่มีคุณค่าแล้ว เขาไม่ต้องการ เพราะคนอยากได้ของใหม่ แต่ถ้าเรานิยามตั้งแต่ต้นว่า พวกมันไม่ใช่ขยะ แต่เป็นของที่มีคุณค่า ความคิดในหัวเปลี่ยนทันทีเลยนะ”
จากของเหลือสารพัดอย่างในภาคเกษตร พวกเขามองมาที่ “สัปปะรด” หนึ่งในผลไม้ที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และสร้าง “ของเหลือ” ฝากไว้ให้โลกมหาศาล โดยเลือกนำเส้นใยสัปปะรดมาแปรรูปเป็นกระดาษ ก่อนทำเป็นชุดรองแก้ว ที่แก้ปัญหา น้ำไม่ซึม ดูดซับน้ำได้ไม่เปื่อยยุ่ย รองของร้อนได้ เรียกว่า ทำหน้าที่ “รองแก้ว” ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่เพียงจุดประกายความคิดใหม่ๆ ให้กับสังคม ทว่ายังช่วยฟื้นอาชีพชุมชนแปรรูปกระดาษให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังสินค้าที่เคยทำพวกกระดาษห่อของ ดอกไม้ปลอม คนไม่ค่อยให้คุณค่า เลยล้มหายตายจากไปเสียมาก การมาถึงของ PUNN จึงไม่เพียงสร้างงานสร้างอาชีพเท่านั้น ทว่ายังทำให้ชุมชนรู้สึกถึง “คุณค่าในชีวิต” เพิ่มมากขึ้น
“ชีวิตคนเราเงินอย่างเดียวไม่พอ แต่ ‘คุณค่า’ นั้นสำคัญ หากชีวิตมีคุณค่า เขาก็จะมีความสุข”
ผลิตภัณฑ์ดีไซน์ ที่เป็นมิตรกับเกษตรกรไทยและโลก เปิดตัวที่งาน BIG&BIH 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวต่างชาติ แต่โจทย์ด้านการตลาดยังเป็นความท้าทาย เพราะยังเป็นของใหม่ ต้องใช้เวลาให้ตลาดเปิดใจรับ ทว่าเมื่อถามถึงเป้าหมายของธุรกิจ เขาย้ำแค่ ไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่อยากสื่อสารอะไรบางอย่างให้กับสังคมไทยเท่านั้น
"ถามว่าธุรกิจนี้รีเทิร์นดีไหม ตอบเลยว่า ไม่ดี แต่เราไม่ได้ทำขึ้นมาเพราะอยากร่ำรวยกับธุรกิจนี้อยู่แล้ว เป้าหมายผมแค่ อยากสื่อสารอะไรบางอย่าง เพื่อให้ประเทศไทยและสังคมไทยดีขึ้น ก็เท่านั้น”
ยังมีโพรเจคมากมายอยู่ในความคิด ซึ่งเมื่อไรที่พร้อมเราคงได้เห็นผลงานจากความตั้งใจของพวกเขา
“ธุรกิจนี้ ขาดทุนมาสองปีแล้ว แต่ผมก็ยังทำอยู่ เพราะทุกครั้งที่กลับไปบ้าน ผมจะได้คำตอบว่า จริงๆ แล้วผมตั้งซีซีซี มาเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่เพื่อสื่อสารกับลูกค้า แต่สื่อสารกับตัวผมเองด้วย ธุรกิจนี้สอนอะไรผมบ้าง ผมก็อยากให้สอนอะไรบางอย่างกับลูกน้องของผมเช่นกัน ถ้าวันนี้เขาทำซีซีซีได้ดี อนาคตก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว” อรรถพล บอก
ฝากถึงคนทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ เขาว่า ขอให้เป็นธุรกิจที่ดี ทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ดีกับประเทศ และรับผิดชอบต่อประเทศ ขอให้ทำของดี มีคุณภาพ และต้องดีในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนด้วย คือ ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่ในแง่ความสะดวกสบาย ความหรูหรา หรือล้ำเทคโนโลยีเท่านัน แต่คือ การทำให้เขารู้จักคิด และเข้าใจชีวิตมากขึ้น
หนี่งไอเดียสร้างสรรค์ ของการทำงานที่มากไปกว่าแค่ออกแบบดีไซน์ แต่กำลังจุดประกายความเข้าใจชีวิตให้ผู้คนบนโลก





