ปัจจัยเสี่ยงต่อกำไรเพิ่ม:แนะรอราคาเข้าลงทุนที่เหมาะสม
ประเด็นการลงทุน
เราแนะนักลงทุนรอราคาหุ้นเข้าใกล้ 20 บาทหรือต่ำกว่าก่อนเข้าซื้อสะสมหุ้น ในระยะสั้นราคาหุ้นน่าจะถูกกดดันจากความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ (นโยบายในการเข้าควบคุมราคาหุ้นโรงพยาบาลเอกชน) และความเสี่ยงในการปรับลดกำไร (ตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของกำไรปี 2558ค่อนข้างมาก) ภายใต้สมมติฐานการปรับลดกำไรหลักปี 2558 ลง 6% (EPS ที่ 0.52 บาท) ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายกันค่อนข้างแพงอยู่ที่ PER ปี 2558 ที่ 38.8 เท่าใกล้จุดสูงสุดครั้งล่าสุดและมากกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลโลกที่ 37.4 เท่า เรายังคงคำแนะนำ ถือ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ที่ 21 บาท (คิดด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด) (WACC=19.8%และ terminal growth=2%)
ประมาณกำไรปี 2558 สูงเกินไปหรือไม่?
หากไม่รวมแผนของบริษัทที่จะซื้อโรงพยาบาลใหม่ เราเห็นว่าความเสี่ยงกำไรหลักปี 2558 น่าจะปรับตัวลดลง(กำไรหลักไตรมาส 1/58 เติบโต 10%YoY แม้เป็นช่วงฤดูกาลที่ดี ซึ่งค่อนข้างต่ำกว่าที่ตลาดทั้งปีโตที่ 20%) โดยอัตรากำไรเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากตลาดประมาณการอัตรากำไรหลักที่ขยายตัว 0.6%ไปอยู่ที่ 14.1%ในปี 2558 (เพิ่มขึ้น 0.3%ที่13.6%ในการประมาณการของเรา) ซึ่งเป็นสมมติฐานที่สูงกว่าบริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ทรงตัว YoY ทั้งนี้เราประมาณการรายได้ปี 2558 เติบโต 16% ซึ่งสูงกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้ 12-13% โดยหากอ้างอิงเป้าหมายของบริษัทในปี 2558 เราพบว่าจะมีความเสี่ยงต่อการประมาณการกำไรของเราและตลาดอยู่ 6%
คาดกำไรไตรมาส 2/58 ไม่น่าสนใจจากโลว์ซีซั่น
ตามปกติแล้วช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.จะเป็นช่วงที่กำไรรายไตรมาสต่ำที่สุดของปี (คิดเป็น 21% ของกำไรทั้งปีเฉลี่ยตั้งแต่ปี2554-2557) ซึ่งมักจะลดลงถึง 22%QoQ ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยในไตรมาส 2/58 เราคาดว่าอัตราการใช้บริการเฉลี่ยค่อนข้างน้อยเพียง 60% ลดลง3%YoY และ 6%QoQ เนื่องจากอัตราการใช้บริการโรงพยาบาลใหม่ที่ยังต่ำอยู่ ภายใต้สมมติฐานคาดการณ์การเติบโตของรายได้ไตรมาส 2/58 เพียง12%YoY เราคาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น 10%YoYในกรณีที่ดีที่สุด แต่ลดลง30%QoQ ซึ่งยังคงทำผลงานได้ต่ำกว่าตลาดและในกลุ่มหุ้นที่เราแนะนำ (เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ)
ลงทุนเพิ่มธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาลหนุนอัตรากำไรสูงขึ้น
ผู้บริหารวางแผนที่จะลงทุนเพิ่มในธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาล(เวชภัณฑ์) เนื่องจากอัตรากำไรที่สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาล(อัตรากำไรสุทธิที่ 15% จากธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาลเมื่อเทียบกับอัตรากำไร 13% ในธุรกิจโรงพยาบาล)
รายรับจากธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาลคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น 40%YoY ที่ 24 พันล้านบาทจากการซื้อกิจการสองแห่งในปี 2558 (Save Drug และ General Hospital Preduct Plc) อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาลยังคงไม่สูงมากอยู่ที่ 4% ของรายได้รวมปี 2558
งบดุลที่แข็งแกร่งเอื้อต่อการลงทุนเพิ่มและการเข้าซื้อกิจการใหม่
บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนค่อนข้างต่ำที่ 0.5 เท่า ณ สิ้นสุดเดือนมี.ค. ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่เจ้าหนี้กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1.75 เท่า งบดุลที่แข็งแกร่งจะช่วยเอื้อต่อการเข้าซื้อกิจการใหม่ (บริษัทมีนโยบายที่จะมีโรงพยาบาลในเครือ 50 แห่ง จากปัจจุบัน 43 แห่ง) อีกทั้งการลงทุนเพิ่มในโรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่เพื่อรองรับอุปสงค์จากชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ในปี 2558-2560บริษัทยังวางแผนที่จะสร้างอาคารใหม่ 6 หลัง มูลค่า 8 พันล้านบาทเพื่อที่จะเพิ่มเตียงผู้ป่วยในอีก 360 เตียงซึ่งทำให้รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นถึง 74% แม้ว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มทุนแต่อัตรากำไรของบริษัทยังคงถูกกดกันจากค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดที่ค่อนข้างสูง ค่าจ้างพนักงานเฉพาะทางและค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สำนักงานใหญ่









