คาด SET พักตัวต่อเนื่องวันนี้
SET View
- แนวโน้ม SET พักตัวระยะสั้นวานนี้ หลังขึ้นชนแนวต้านที่เส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน ที่ระดับ 1530 จุด เป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของกลุ่มพลังงาน (-1.2%) จากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ย่อตัวแรง 3.4% ในวันก่อนหน้า และกลุ่มธนาคาร (-2.2%) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Strategy Talk เรามองแนวโน้ม SET เป็นลบ วันนี้ คาดดัชนีพักตัวต่อเนื่อง จากความกังวลต่อปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ ประเมินกรอบ SET 1510-1525 จุด
เมื่อวานนี้ มีการเปิดเผยรายงานการประชุม Fed (Minutes of meeting) เมื่อ 28-29 เม.ย. เนื้อหาค่อนข้างเป็นบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ เพราะสมาชิกหลายคนเชื่อว่า Fed ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. เมื่อพิจารณาจากดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ยังคงอ่อนแอ และเป็นที่น่าสังเกตว่า การบริโภคภาครัวเรือนของสหรัฐฯ ไม่ได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้นจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงจริง
ความเห็นของสมาชิก Fed ถือว่า สอดคล้องกับมุมมองของตลาด สะท้อนผ่าน Bloomberg survey (สำรวจเมื่อวันที่ 8 - 13 พ.ค.) กว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ก.ย.
- กลยุทธ์การลงทุน : เก็งกำไรหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว
Top Daily Pick : CK (มูลค่าเหมาะสม 31.20 บาท) และ PTTGC (มูลค่าเหมาะสม 70 บาท) เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 58 ขึ้น 10% (เพิ่มสมมุติฐานราคา HDPE 12%) ทำให้มูลค่าเหมาะสมเพิ่มขึ้นจาก 62 เป็น 70 บาท
Technical Pick : JAS THANI IFS BSM HTECH (โปรดอ่านบทวิเคราะห์ Technical เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน)
Theme Plays : หุ้นที่ได้รับคัดเลือกเข้า MSCI Global Small Cap รอบ พ.ค.58 (BEAUTY, WORK)/ หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า (SVI, SAPPE)/ กลุ่มโรงแรม (MINT, ERW) จำนวนนักท่องเที่ยวเดือนเมษายนทำสถิติสูงสุดในประวัติการณ์
Strategy Talk
- การลงทุนภาครัฐคือความหวัง ในภาวะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอ
วานนี้ กลุ่มธนาคาร ปรับตัวลดลงมากถึง 2.2% หลังจาก KBANK ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยลูกค้ารายใหญ่ลดลง 0.13% และรายย่อยลดลง 0.25% พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารอื่นลดดอกเบี้ยลงด้วย เพราะหลังจาก กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อ 29 เม.ย.จาก 1.75% เหลือ 1.5% แต่กลับไม่มีธนาคารพาณิชย์ใด ลดดอกเบี้ยตาม กนง.เลย
ก่อนหน้านี้ ธปท.ออกหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงิน ขอความร่วมมือให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ SME ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้, ลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ, ปรับโครงสร้างหนี้, ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำจากปัจจุบันที่ระดับ 10% ของยอดคงค้าง สำหรับลูกหนี้ SME ที่ใช้บัตรเครดิตเพื่อประกอบธุรกิจ เป็นต้น ประเมินผลกระทบต่อธนาคาร คือ NPL กลุ่ม SME ลดลง ส่งผลให้การตั้งสำรองฯน้อยลงไปด้วย อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงได้รับผลกระทบจาก NIM และการเติบโตของสินเชื่อที่อ่อนตัวลงสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอ่อนแอกว่าคาด ทั้งนี้ ทางบล.ภัทร ให้น้ำหนักกลุ่มธนาคาร “น้อยกว่าตลาด”
ในภาวะที่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำงานได้ลำบาก เช่น การส่งออกซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกควบคุมได้ยาก ทำให้ความคาดหวังส่วนใหญ่มาอยู่ที่การใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่า จะเริ่มเห็นความชัดเจนใน 2H58 โดย วานนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการคมนาคม ดังนี้
1) ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เตรียมลงนามความร่วมมือ MOC ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น ในวันที่ 27-28 พ.ค. มี 2 เส้นทาง คือ 1) รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-เชียงใหม่ คาดเริ่มก่อสร้างใน 2Q59 2) กาญจนบุรี-กุรงเทพ-สระแก้วและกรุงเทพ-แหลมฉบัง
2) ความร่วมมือไทย-จีน รถไฟทางคู่ หนองคาย-มาบตาพุด คาดงบโยธา 1 แสนล้านบาท เอกชนไทยมีส่วนร่วมทำงานราว 70%
3) รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มจาก 4 เส้นทางในปัจจุบัน เป็น 10 เส้นทางภายใน 8 ปีจากนี้
ความชัดเจนที่มากขึ้น ถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะรายใหญ่ (CK, ITD, STEC, UNIQ) ซึ่งมีศักยภาพในการเข้าประมูลงานในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุน สำหรับ Top pick กลุ่มนี้ เราชอบ CK (ซื้อ/มูลค่าเหมาะสม 31.20 บาท) ผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทลูก (BECL, BMCL, TTW, CKP) ลดความผันผวนของกำไรจากธุรกิจรับเหมา, การมีธุรกิจครบวงจรทั้งระบบใต้ดินและทางด่วน (BECL+BMCL = BEM) ช่วยขยายศักยภาพในการรับงาน









