ขึ้นขาย – รอซื้อคืนบริเวณ 1478/1459 จุด
Market Outlook
คาดดัชนีฯ วันนี้ รีบาวด์ ผันผวนในกรอบจำกัด ได้แรงหนุนจากข่าวกรีซใกล้บรรลุข้อตกลง แต่ปัจจัยในประเทศยังขาดแรงหนุน
คาดดัชนีฯ วันนี้ แกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1500-1520 จุด ปัจจัยในประเทศยังขาดแรงหนุน หลังจีดีพีไทยไตรมาสแรกเติบโตที่ระดับ 3.0%YoY (ตามที่เราคาด แต่ต่ำกว่า consensus คาด) โดยบจ. ไทยประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกมีผลกำไรเติบโตเพียง 0.7%YoY (จากทั้งปีที่ consensus คาดโต 32% เพิ่มความเสี่ยง Downward revision) ขณะที่ได้แรงหนุนจากปัจจัยภายนอก หลังตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐวานนี้ฟื้นตัวจากข่าวการเจรจาหนี้กรีซใกล้บรรลุข้อตกลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และประธานเฟดสาขาชิคาโกแนะเฟดเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยเป็นปีหน้า ส่วนแรงกดดันจากภายนอกวันนี้ มาจากราคาน้ำมันดิบโลกที่เริ่มชะลอตัว ส่งผลต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึง bond yield ของประเทศหลักๆ ทั้งยุโรป และสหรัฐ ดีดตัวขึ้นวานนี้
กลยุทธ์ เราคงคำแนะนำ ทยอยขาย เพื่อรอซื้อคืนบริเวณ 1478/1459 จุด อิงการศึกษาของเรา พบว่าดัชนี SET มีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (หากยิลด์พันธบัตรพุ่งขึ้นแรง จะส่งผลลบต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยง)
ปัจจัยต่างประเทศ
รัฐมนตรีคลังกรีซชี้ใกล้บรรลุข้อตกลง โดยให้สัมภาษณ์ทางทีวีว่าข้อตกลงน่าจะสามารถบรรลุได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่อียูกล่าวว่าข้อตกลงยังไม่ได้ข้อสรุปก็ตาม โดยจากข่าวดังกล่าว ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปวานนี้ดีดตัวกลับจากแดนลบ และสามารถปิดบวกได้อย่างแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นกรีซปิดบวกถึง 1.62% ซึ่งสวนทางกับตลาดพันธบัตรที่มีแรงเทขายพันธบัตรกรีซออกมาต่อเนื่อง ส่งผลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้นถึง 308 basis points มาปิดที่ 23.99%
ปัจจัยในประเทศ
จีดีพีไทยไตรมาสแรกขยายตัว 3.0%YoY และ 0.3%QoQ ซึ่งตรงกับที่เราคาด (ในแง่ YoY) แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.4%YoY โดยการขยายตัวมาจากภาคในประเทศเป็นหลัก การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.4% การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 2.5% และการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 37.8% ขณะที่การส่งออกยังเป็นตัวฉุด -2.5% โดยสภาพัฒน์ ได้มีการปรับลดเป้าหมายจีดีพีปีนี้ลงด้วย เหลือ 3.0-4.0% จากเดิมคาด 3.5-4.5% (ดูรายละเอียดจากตารางในเล่ม)
ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้มีการเปลี่ยนวิธีการคำนวนจีดีพีใหม่ในไตรมาสนี้ จากเดิมใช้ปีฐานคงที่ มาเป็นใช้วิธีการวัดแบบปริมาณลูกโซ่ (Chain Volume Measures : CVM) ซึ่งส่งผลให้ระดับจีดีพีในรูปมูลค่าปัจจุบัน (nominal GDP) มีค่าสูงขึ้น และจะส่งผลต่ออัตราส่วนต่างๆ ที่ใช้ตัวเลขนี้ในการคำนวณ เช่น หนี้สาธารณะต่อจีดีพี และ หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงมาได้
ผลประกอบการบจ. ไทยไตรมาสแรกโต 0.7% YoY, 253%QoQ มาอยู่ที่ระดับ 222,510 ล้านบาท (ต่ำกว่าที่ตลาดเคยคาดก่อนหน้านี้ว่าไตรมาสแรกจะเติบโต 3.2%YoY) โดยหากไม่รวมกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ กำไร บจ. เติบโตที่ระดับ 7.2%YoY, 22%QoQ ทั้งนี้ กลุ่มอุตสหกรรมที่รายงานผลกำไรสุทธิเติบโตสูงสุดได้แก่ กลุ่ม ขนส่ง (324%) กลุ่มประกัน (53%) และกลุ่มการเงิน (53%) ส่วนกลุ่มที่รายงานกำไรสุทธิหดตัวมากสุดได้แก่ กลุ่มเหล็ก (-224%) กลุ่มธุรกิจการเกษตร (-56%) และกลุ่มเหมืองแร่ (-48%)
ทั้งนี้ เราประเมินความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของการปรับประมาณการกำไรปี 58 ลง เนื่องจาก consensus คาดกำไรปีนี้ไว้สูงถึง 32% จากไตรมาสแรกโตได้เพียง 0.7% ซึ่งเราคาดว่าแรงหนุนจะมาจากกลุ่มพลังงานที่จะเห็นการฟื้นตัวของกำไรชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ถึงแม้ไม่รวมกลุ่มพลังงาน consensus คาดการเติบโตของกลุ่มอื่นสูงถึงราว 20% จากไตรมาสแรกที่โตเพียง 7.2% (KTZ คาดกำไรตลาดปี 58 โต 23.7% หากไม่รวมกลุ่มพลังงานคาดโต 12%) (ดูตารางในเล่ม)









