สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (7 - 13 พ.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปปรับตัวขึ้น โดย DJIA +1.2%, DAX +0.0%, FTSE +0.2% มีเพียง CAC ฝรั่งเศส -0.4% ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาเชิงบวก ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 2.23 แสนตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดลงเหลือ 5.4% ทำระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 ปี ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของตลาด นอกจากนั้นผลเลือกตั้งพรรคอนุรักษ์นิยมของเดวิน คาเมรอน ได้รับการชนะการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (7 - 13 พ.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 3.5% ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือนพ.ย. กลุ่มธนาคารและอสังหาฯปรับตัวขึ้น นอกจากนี้กลุ่มเทคโนโลยีขนาดเล็กปรับตัวขึ้นเด่น ปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเชิงลบไม่ว่าจะเป็นผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, ยอดค้าปลีก รวมถึงยอดสินเชื่อใหม่สกุลเงินหยวนเดือน เม.ย.อยู่ที่เพียง 7.08 แสนล้านหยวน ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 9 แสนล้านหยวน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (7 - 13 พ.ค. 2558)
SET INDEX ภาพรวมยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้าหนุนการลงทุน อีกทั้งมูลค่าการซื้อขายเป็นไปอย่างเบาบาง ภาพรวมการลงทุนเป็นไปอย่างเปราะบาง ดัชนีปรับตัวลงทำระดับต่ำสุดระหว่างสัปดาห์อยู่ที่ 1,485.72 จุด แม้ว่าจะดีดตัวขึ้น หลัง CPALL รายงานงบออกมาดีกว่าคาด แต่การฟื้นตัวยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ปิดที่ระดับ 1,495.95 จุด ลดลง 23.93 จุด หรือ -1.57% ณ วันที่ 13 พ.ค.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (15 - 21 พ.ค. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 9 แต่ภาพรวมของการลงทุนยังมีความเปราะบางอยู่ไม่น้อย ดังจะเห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง 3.5 หมื่นล้านบาท/วัน สะท้อนนักลงทุนส่วนใหญ่ Wait&See เพื่อรอภาพการลงทุนที่ชัดเจนกว่านี้ รวมถึงต้องการรอดูตัวเลข GDP ใน 1Q58 ประกาศเช้าวันที่ 18 พ.ค. มีโอกาสออกมาราว 3.0% yoy +/- ณ ปัจจุบัน Bloomberg consensus คาด 3.4% yoy แต่หดตัว 0.6% qoq เพราะภาคการส่งออกที่หดตัว และการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้า แต่ตัวเลขดังกล่าวรวมกับความเห็นของ สศค. จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการประเมิน Downside risk ของ SET INDEX ซึ่งเรามองว่า SET INDEX มีโอกาสทำระดับต่ำสุดใหม่ของปีสู่บริเวณ 1,470 จุด +/- ขณะที่การดีดตัวกลับของ SET INDEX ก็ยังเป็นไปอย่างจำกัด เม็ดเงินใหม่จากการปิดขายกองทุนทริกเกอร์ของ บลจ.กสิกรฯ เริ่มเข้าลงทุนต้นสัปดาห์หน้า อาจช่วยภาพรวมได้บ้าง ด่านสำคัญ 1,500 จุด +/- ยังไม่น่าผ่าน
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ขาดความโดดเด่นเช่นกัน ประเด็นการเจรจาระหว่างกรีซ และ เจ้าหนี้อียู คาดว่าจะดำเนินต่อไป แต่อาจยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แต่ปัจจัยดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ไปมากแล้ว ณ ปัจจุบันนักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ขยับขึ้น อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ กดดันจิตวิทยาการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลก
จากภาพรวมของปัจจัยสำคัญข้างต้น กลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อเก็งกำไร” เน้นหุ้นที่ผลการดำเนินงานใน 2Q58 หรือช่วงที่เหลือของปีจะยังเห็นการเติบโตได้แข็งแกร่ง ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาแรง เป็นจังหวะของการเล่นรอบสั้น
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. การประกาศ GDP ใน 1Q58 ของ สศค. เช้าวันที่ 18 พ.ย. ณ ปัจจุบัน Bloomberg consensus คาด +3.4% yoy แต่หดตัว 0.6% qoq
2. ติดตามการไต่สวนนัดแรก อดีตนายกฯ คุณยิ่งลักษณ์ ต่อกรณีจำนำข้าวในวันที่ 19 พ.ค.
3. ติดตามการประชุม ครม. วันอังคารที่ 19 พ.ค. และ ครม.เศรษฐกิจวันพุธที่ 20 พ.ค. อาจเห็นการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นๆ
4. พล.อ.อ. ประจิณ จั่นตอง รมว.คมนาคม เป็นองค์ปาฐกถา เรื่องโครงสร้างพื้นฐานกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 20 พ.ค.
5. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิต - บริการ ของอียู, ยอดค้าปลีก - อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษ, ยอดก่อสร้างบ้านใหม่ และ ดัชนี PMI ภาคการผลิต สหรัฐฯ, ราคาบ้าน 70 เมืองหลักของจีน, GDP ใน 1Q58 ของญี่ปุ่น
6. และรายงานการประชุมเฟดระหว่างวันที่ 28-29 เม.ย. ซึ่งจะเปิดเผยวันที่ 21 พ.ค.
--------------------------------------------------
ที่มา...บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ









