สปช.รับทราบรายงานกมธ.ปฏิรูปพลังงาน ด้าน ปธ.กมธ. ชี้รัฐอุ้มราคาจนบิดเบือน ขณะที่“รสนา”แนะลดการผูกขาด
ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยมีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช. คนที่2ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม โดยได้มีการพิจารณารับทราบรายงานการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปพลังงาน โดยนายทองฉัตร หงส์ลดารมย์ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปพลังงาน สปช. กล่าวชี้แจงว่า จากการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศคิดเป็น70%ทำให้มีไม่พอใช้ ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตและพลังงานสำรองในอ่าวไทยลดลง แต่ความต้องการในการใช้เพิ่มขึ้นมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าก๊าซLNGเข้าเสริมการผลิต แต่ด้วยราคาก๊าชดังกล่าวมีราคาแพงเกินเท่าตัว ทำให้ราคาไฟฟ้าแพงขึ้น50เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อความเหมาะสม สมควรการใช้ถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ จึงมีความเหมาะสมกว่า
นายทองฉัตร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตได้ใช้นโยบายประชานิยม เพื่ออุ้มราคา จนทำให้ราคาพลังงานบิดเบือนไม่สะท้อนข้อมูลแท้จริง ประชาชน ผู้บริโภค ถูกจำกัดบทบาท ขณะที่ผู้ประกอบการขาดอิสระในการดำเนินการ เป็นเหตุให้กระทบต่อต้นทุน ดังนั้น การใช้นโยบายประชานิยม ไม่ก่อเกิดการประหยัดและทั้งระบบไม่สอดคล้อง กระทบต่อพลังงานโดยรวม ดังนั้นกมธ.พลังงาน จึงได้ออกแบบพลังงานที่สอดคล้องบนพื้นฐานเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ มั่นคง ไม่ขาดแคลน มีสำรองพอเพียงใช้แข็งขัน ด้วยการเพิ่มบทบาทประชาชนในการ ใช้ ผลิต และจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ติดตาม ตรวจสอบ รวมถึงกำกับ
ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ประธานอนุกมธ.ปฏิรูปทรัพยากรปิโตรเลียมและราคาพลังงาน กล่าวว่า กรอบหลักการปฏิรูประบบพลังงาน ซึ่งเป็นกรอบยังไม่เสร็จ เป็นเพียงข้อคิดและหลักการเท่านั้น โดยเป้าหมาย คือ สร้างความเป็นธรรมต่อผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม ทั้งนี้ยังลดการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเพื่อสะท้อนต้นทุนแท้จริง อีกทั้งยังมีการการอุดหนุนมุ่งไปที่ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงลดการแทรกแซงควบคุมจากภาครัฐ และขจัดการผูกขาดทั้งโดยภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการแข่งขันเสรี การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างความโปร่งใส ธรรมาภิบาลในการกำหนดราคา และจากการศึกษาโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงทั้งระบบตั้งแต่ ต้นน้ำ หน้าโรงกลั่น โครงสร้างภาษี ขายปลีก และจากการพิจารณาของอนุกมธ. เห็นว่าระบบบริหารจัดการปิโตรเลียมปัจจุบันนี้ ยึดการให้สัมปทาน ซึ่งเหมาะกับในอดีต แต่ปัจจุบันมีความจำเป็นต้องเพิ่มทางเลือกในการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม
นายมนูญ กล่าวต่อว่า เห็นด้วยต่อการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือจ้างผลิต และการแก้ไข พร.บ.ปิโตรเลีม2546ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่ง ไทยขุดน้ำมันได้เพียง16%ที่เหลือคือการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น การค้นพบควรใช้ราคาตลาดโลกเพื่อให้ราคามีความเหมาะสม และรัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามา สามารถกำหนดราคาปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดความเหมาะสม เพื่อนำรายได้เข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน หรืออุดหนุนพลังงานให้ถูกลง ซึ่งไม่เกี่ยวกับระบบบริหารจัดการปิโตรเลียม ดังนั้นไม่ควรใช้สูตรนำเข้าเพื่ออ้างอิงราคา
ขณะที่น.ส.รสนา โตสิตระกูล โฆษกอนุกมธ.ฯ กล่าวว่า มีมูลค่าปริโตรเลียมมากกว่าห้าแสนล้านบาทต่อปี หากมีกระบวนที่ออกกฎหมายให้ใช้ระบบอื่นนอกเหนือจากสัมปทานก็จะทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์มากขึ้น หากเรามุ่งหากำไรตั้งแต่ต้นทางจะทำให้ราคาสินค้าต่างๆลดลงไม่ได้ เพราะราคาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง กมธ.เห็นว่าควรลดการผูกขาดและส่งเสริมการค้าอย่างเสรีมากขึ้น ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ต้องยอมรับว่าสภาพการผูกขาดยังคงมีอยู่ เช่น ผูกขาดโรงกลั่นน้ำมัน โดยปตท.ผูกขาดโรงกลั่ง จำนวน5โรง จากทั้งหมด6โรง แม้ปตท.จะขายบางจากไปแล้วแต่การผูกขาดยังมีอยู่ เพราะโรงกลั่นอีก4โรง ปตท.ยังผูกขาดและเป็นโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั้งนี้การขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี7บาทต่อลิตรประชาชนต้องแบกรับภาระมากเกินไป และคิดว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานยังผิดฝาผิดตัวอยู่ค่อนข้างมาก









