วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รีบาวด์ สลับลงต่อ

สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ที่รับความเสี่ยงได้ รอซื้อเก็งกำไรบริเวณแนวรับหลัก 1485 จุด

Market Outlook

คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ รีบาวด์ สลับลงต่อ แนะรอเก็งกำไรสั้นแบบกำหนดจุดตัดขาดทุนบริเวณแนวรับ 1485 จุด

คาดดัชนีฯ สัปดาห์นี้ : รีบาวด์ สลับลงต่อ (แนวรับ 1484/1459 จุด แนวต้าน 1525/1535 จุด) อิทธิพลของรูปแบบขาลง (Cycle Down) ทางเทคนิค จะส่งผลให้ ทิศทางดัชนีฯสัปดาห์นี้ ยังคงมีโอกาสลงต่อ แม้จะมีการรีบาวด์ในช่วงต้นสัปดาห์ จากรายงานจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ เม.ย. ออกมาดีขึ้น +2.23 แสนตำแหน่ง (Vs มี.ค. 8.5 หมื่นราย) อัตราว่างงานต่ำสุดรอบเกือบ 7ปี ที่ 5.4% โดยมีแนวรับลุ้นรีบาวด์ที่ 1484/1459 จุด (จุดต่ำสุดรอบใหญ่ๆ รอบ 5 เดือนที่ผ่านมา) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติย้อนหลังเดือน พ.ค. และมิ.ย. ของตลาดหุ้นโลก ที่ส่วนใหญ่จะเกิด Big Correction (DJIA เฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง -0.5% และ -1.6%m-m ส่วน SET Index +0.05%,+0.5%m-m ตามลำดับ แต่หากคิดค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง SET index -2.6%, +0.8%m-m ดูรูปขวา) โดยปัจจัยลบ จะให้ความสนใจสูงสุดต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด หลังประธานเยลเลน ส่งสัญญาณสัปดาห์ก่อนว่า เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยที่ไม่ได้สนใจตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ (สัปดาห์ที่ผ่านมา ยิลด์พันธบัตร10ปีของ US พุ่งขึ้นสูงสุดรอบ 6 เดือนแตะ 2.43% คล้ายกับช่วงกลางปี 56 ที่ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงแรง-ดูรูปล่าง) ส่งผลต่อแรงขายตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) เพราะจะมีผลกระทบเชิงลบมากกว่า ตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (DM) ส่วนแนวโน้มเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้สุทธิ สกุล USD เช่น MINT TUF SCC THCOM ฯลฯ

กลยุทธ์ หุ้นที่น่าสนใจสำหรับการซื้อเล่นเก็งกำไร ที่แนวรับ ได้แก่

1. หุ้นทีมี Upward Revision (-Downward Revision) สูงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ CFRESH+190.7% ESSO+10.0% EPG+8.1% STANLY+6.7% PLANB+4.7% ในทางตรงกันข้าม แนะนำขาย PCSGH-6.2% MBKET-3.4%

2. หุ้นที่มีประเด็นสัปดาห์นี้ แนะนำ กลุ่มอุตฯที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่า (+กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว ส่งออก MINT ERW TUF) และกลุ่มที่มีปันผลสูงกว่า 6% และงมี% upside >20% ได้แก่ BTS INTUCH TMT ASK

ปัจจัยต่างประเทศ

จีนลดอัตราดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปี ลง 0.25% สู่ระดับ 5.1% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 1 ปีลง 0.25% สู่ระดับ 2.25% โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 11 พ.ค. ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557 ที่ธนาคารกลางตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นการกระตุ้นเศษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนกำลังดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วประเทศ  อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางระบุว่าเศรษฐกิจจีนยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการ QE ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการคาดการว่า จีนอาจมีมาตรการทางการเงินโดยการปล่อยกู้ระยะยาว (LTRO) เช่นเดียวกับที่อีซีบีใช้


ตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดี เปิดทางเฟดขึ้นดอกเบี้ย วันศุกร์ สหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 223,000 ตำแหน่ง ในเดือน เม.ย. ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดที่ 224,000 ตำแหน่ง แต่มีการปรับลดตัวเลขเดือน มี.ค. ลงสู่ระดับ 85,000 ตำแหน่ง ในเดือน มี.ค. จากเดิม 126,000 ตำแหน่งขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 5.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 ปี โดยการรายงานตัวเลขการจ้างที่กลับมาขยายตัวเหนือระดับ 2 แสนราย ทำให้นักลงทุนคลายกังวลต่อการชะลอลงของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในระยะนี้ แต่เพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ปีนี้ โดยผลสำรวจล่าสุดของบลูมเบิร์ก นักเศรษฐศาสตร์กว่า 70% คาดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือน ก.ย.

สัญญาณทางเทคนิค : อิทธิพลของรูปแบบขาลง จะส่งผลให้ดัชนีฯยังคงเคลื่อนตัวลดลงต่อเนื่อง (สลับรีบาวด์) โดยจุดซื้อลุ้นรีบาวด์อยู่ที่ 1484/1459 จุด ในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีแนวต้านสัปดาห์นี้ที่ 1525/1535 จุด ส่วนกรณีที่ดีกว่าคาด จะซื้อคืน หากดัชนีฯ ทะลุ 1540 จุด

แม้ดัชนีจะพลิกกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1500 จุดอีกครั้ง เราก็ยังคงมองเพียงการรีบาวด์ในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวของดัชนี เพราะด้วย Volume ที่น้อย และแรงซื้อที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากจิตวิทยามวลรวมของตลาด แต่เกิดจากการซื้อของนักลงทุนบางกลุ่มมากกว่า และถึงขณะนี้ MACD ยังไม่มีนัยที่จะเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด รวมถึงดัชนียังกลับมายืนเหนือเส้น EMA 5 กับ 10 วันไม่ได้ ดัชนีจึงอาจรีบาวด์ได้ต่อ แต่ก็เชื่อว่าจะไปได้ไม่ไกล พร้อมกับมีความเสี่ยงที่จะเหวี่ยงตัวลงได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น การเด้งตัวขึ้นต่อของดัชนีโดยปราศจาก Volume ที่หนาแน่น เราให้มองเป็นโอกาสขายมากกว่า แล้วรอซื้อในช่วงดัชนีอ่อนตัวลง