คาดกำไร 1Q58 แผ่วลงจากจุดสูงสุดในไตรมาสที่แล้ว
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดกำไรไตรมาสแรกของปี 58 เติบโต 37%YoY แต่ลดลง 45%QoQ : ผู้บริหารเปิดเผยในการประชุมนักวิเคราะห์ว่าการโอนคอนโดมิเนียมที่ล่าช้าใน 4Q57 และเลื่อนมาโอนในไตรมาสแรกปี 58 ทำให้ยอดโอนเติบโตสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติจากที่เคยทำได้อย่างน้อย 40% ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นราว 36% ฝ่ายวิจัยคาดรายได้ราว 4.9 พันล้านบาทเติบโต 57%YoY แต่ลดลง 28%QoQ และประมาณการกำไรในช่วงไตรมาสแรกราว 1 พันล้านบาทเติบโต 37%YoY แต่ลดลง 45%QoQ โดยไตรมาสที่แล้วมีกำไรสูงสุดรายไตรมาสในปี 57
- คงประมาณการกำไรทั้งปีซึ่งเติบโต 11% : กำไรที่คาดการณ์ในช่วงไตรมาสแรกคิดเป็น 21% ของประมาณการทั้งปีที่ 4.96 พันล้านบาทซึ่งเติบโต 11% จากปี 57 ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการทั้งปีตามเดิม โดยคาดว่าการโอนโครงการคอนโดมิเนียมต่อเนื่องจากปลายปี 57 โดยมีกำหนดโอนโครงการศุภาลัยปาร์ค @เอกมัย-ทองหล่อ(ขายหมดแล้ว)เริ่มโอนเม.ย. ศุภาลัยพริม่าริว่า เริ่มโอนมิ.ย. ส่วนศุภาลัยไลท์ สาธร-เจริญรัถจะเริ่มโอนพ.ย. จึงคาดว่าแนวโน้มรายได้และกำไรใน 2Q58 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรก
- ไตรมาสแรกไม่ได้เปิดขายโครงการใหม่ทำให้ยอดจองไม่เติบโตจากปีก่อน : ยอดจองไตรมาสแรกอยู่ที่ราว 3,200 ล้านบาทดูว่าไม่เติบโตมากนักจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะไม่มีโครงใหม่เปิดขาย ทั้งนี้ยอดจองคอนโดมิเนียมในกทม.รอบๆรถไฟฟ้าสายสีม่วงเริ่มชะลอตัวเนื่องจากมี supply ออกมามากขึ้น มีการแข่งขันสูง ส่วนยอดขายคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัดยังไม่ดีนัก ทำให้บริษัทไม่รีบเปิดขายโครงการใหม่และมีการดูแลสต๊อกให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้มีการลงทุนมากเกินไป บริษัทได้เปิดขายใหม่โครงการแรกในเดือนเม.ย.เป็นคอนโดมิเนียมภายใต้ชื่อโครงการศุภาลัย ซิตี้ รีสอร์ท @แจ้งวัฒนะ มูลค่าที่ขายแล้วคิดเป็น 25% ของมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท และในเดือนมิ.ย. จะเปิดขายคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการแถวถ.นเรศร์และตลาดพลูโดยจะเปิดขายพร้อมกันในงาน event จัดที่เซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งนี้ ผู้บริหารตั้งเป้ายอดจองทั้งปีราว 2.3 หมื่นล้านบาทแบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 1 หมื่นล้าบาทและโครงการแนวราบ 1.3 หมื่นล้านบาท
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 32 บาท : SPALI มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจากความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นสูงที่สุดในกลุ่ม(ราว 40%) และการเข้าคำนวณดัชนี SET50 เชื่อว่าจะส่งผลเชิงบวกด้านจิตวิทยาต่อการลงทุน ราคาเหมาะสมซึ่งประเมินด้วยวิธี Prospect PER ที่ระดับ 11 เท่าได้เท่ากับ 32 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด และฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”









