ส.ตราสารหนี้ เผยไตรมาสแรก เอกชนออกหุ้นกู้ระยะยาว 8.24 หมื่นลบ. ลดลง 37% ส่วนระยะสั้นอยู่ที่ 1.64 แสนลบ.ลดลง 90%
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงไตรมาส 1/2558 ว่า มีมูลค่าคงค้างโดยรวมเท่ากับ 9.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2557 โดยมูลค่าคงค้างของพันธบัตรภาครัฐ เพิ่มขึ้น 2.1%มูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว เพิ่มขึ้น 2.2% และมูลค่าคงค้างของตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น ลดลง 27%
โดยมูลค่าระดมทุนภาคเอกชนที่ออกตราสารหนี้ระยะยาว ไตรมาส 1/2558 อยู่ที่ 82,400 ล้านบาท ลดลง 37% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 130,739 ล้านบาท แต่ผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่ 43 บริษัท เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นผู้ออกรายใหม่สูงถึง 7 ราย ด้านตราสารหนี้ระยะสั้นมียอดการออกตราสารหนี้รวม 163,473 ล้านบาท ลดลง 90% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ระดับ 312,662 ล้านบาท โดยผู้ออกตราสารหนี้ระยะสั้นของภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น ไตรมาส 1/2558 มี 115 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ออกรายใหม่ 16 บริษัท ส่งผลให้ไตรมาส 1/2558 มีผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งระยะสั้นและยาวสูงถึง 158 บริษัท โดยทิศทางการเติบโตของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนเกิดจากบริษัทขนาดกลางเข้าถึงการระดมทุนเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้ยอดมูลค่าชะลอตัวลง
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติในช่วงไตรมาส 1/2558 การถือครองในตลาดตราสารหนี้ลดลง 7,159 ล้านบาท แต่เป็นการลดลงที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ลดลง 23,154 ล้านบาท โดยจำนวนเงินต่างชาติที่ไหลออก 7,159 ล้านบาท ประกอบไปด้วย ไหลออก (Outflow) จากตราสารหนี้ระยะสั้น 7,242 ล้านบาท และไหลเข้า (Inflow) ในตราสารหนี้ระยะยาว 83 ล้านบาท โดยภาพรวมที่เกิดขึ้นมาจากความกังวลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวช้า ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2558 นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยรวมมูลค่า 676,285 ล้านบาท ลดลง 1.05% จากสิ้นปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 683,444 ล้านบาท
ด้านผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรรัฐบาล พบว่า Yield ของพันธบัตรระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) ปรับตัวลดลงประมาณ 28 Basis Point ตามการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ด้าน Yield ของพันธบัตรระยะยาว (อายุคงเหลือตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป) ปรับตัวลดลงช่วงประมาณ 10-25 Basis Point จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินในต่างประเทศ อาทิ การใช้มาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรป หรือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ
ส่วนแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ไทยคาดว่าภาคเอกชน โดยเฉพาะจำนวนบริษัทขนาดกลางจะระดมทุนผ่านออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ทรงตัวในระดับต่ำ ประกอบกับภาคเอกชนน่าจะมีความต้องการระดมทุนเพิ่มมากขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และความจำเป็นในการระดมทุนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในอนาคต ส่วนอัตราผลตอบแทนระยะสั้นคาดว่าจะทรงตัว หากเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน Yield ระยะยาวมีโอกาสปรับสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2558 ตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯและตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะปรับขึ้นในระยะใด เนื่องจากมองว่าเฟดยังคงต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่แค่ภาวะเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือตัวเลขการจ้างงานลดลง แต่ยังรอดูตัวเลขสำคัญอย่างภาคส่งออก และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากหากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ภาวะเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบภาคส่งออกชะลอตัวลง แต่อย่างไรก็ตามหากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วมองว่าคงไม่กระทบตลาดตราสารหนี้ในประเทศ เนื่องจากเชื่อว่าภาครัฐบาลยังคงมีเงินคงคลังจำนวนมากในการรองรับอยู่








