วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SAMART - ซื้อ

งานโครงการเอพีพีเอสหนุนกำไรและเพิ่มราคาเป้าหมายงานโครงการเอพีพีเอสหนุนกำไรและเพิ่มราคาเป้าหมาย

ประเด็นการลงทุน

เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของ SAMART และยังคงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากอัพไซด์ในระยะยาวจากมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทั้งสามแห่ง ซึ่งได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสองแห่งในประเทศลาว (15 เมกะวัตต์ในปี 2558 และ 30 เมกะวัตต์ในปี 2559) และโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในประเทศกัมพูชาขนาด 2 พันเมกะวัตต์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยบวกยังมาจากมูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ของ SAMTEL และการฟื้นตัวของกำไรสุทธิของ SAMTEL และ SAMART ตั้งแต่ไตรมาส 2/58 เป็นต้นไป การเซ็นสัญญางานโครงการติดตั้งระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (โครงการเอพีพีเอส) ของทอท. ในเดือนเม.ย.ที่จะมาถึงถือได้ว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาครัฐจะเริ่มเร่งทยอยเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ไตรมาส 2/58 เป็นต้นไป เราเชื่อว่าราคาหุ้น SAMART ที่อ่อนตัวในขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเริ่มเข้าเก็บสะสมหุ้นอีกครั้ง

ทอท. คาดว่าจะเซ็นสัญญางานโครงการเอพีพีเอสกับ SAMTEL ได้ภายในเดือนเม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดทอท. มีมติอนุมัติว่าจ้างบริษัทกิจการร่วมค้า (2S) ซึ่งประกอบด้วย บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SITA) และบริษัทสามารถคอมเทค จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SAMTEL) ให้ทำการติดตั้งระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้าให้กับทอท. โดยระยะเวลาของสัญญาว่าจ้างดำเนินงานอยู่ที่ 5 ปี ซึ่งระบบดังกล่าวจะเป็นการตรวจเช็คข้อมูลของผู้โดยสารขาเข้าหรือขาออกรวมถึงตรวจจับผู้ที่เข้าข่ายต้องสงสัย เราคาดว่าทอท.จะเซ็นสัญญาจ้างกับบริษัทกิจการร่วมค้า 2S ได้ภายในเดือนเม.ย.นี้ หลังจากที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ทำการพิจารณาอนุมัติแล้ว SAMTEL มีรายได้จากค่าบริการงานโครงการเอพีพีเอสที่ 12 บาทต่อผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน เราใช้สมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของทอท.ที่ 56.3 ล้านรายในปี 2558 (เพิ่มขึ้น 10% YoY) และ 60.8 ล้านรายในปี 2559 (เพิ่มขึ้น 8% YoY)

ปรับเพิ่มกำไรสุทธิปี 2558-59 โดยรวมงานโครงการเอพีพีเอส

เราปรับประมาณการรายได้ของ SAMTEL เพิ่มขึ้นอีก 3% เป็น 7.8 พันล้านบาท (สำหรับปี 2558) และเพิ่มขึ้นอีก 9% เป็น 9.1 พันล้านบาท (สำหรับปี 2559) และปรับประมาณการกำไรสุทธิของ SAMTEL เพิ่มขึ้นอีก 3.2% เป็น 871 ล้านบาท (สำหรับปี 2558) และเพิ่มขึ้นอีก 9.4% เป็น 1 พันล้านบาท (สำหรับปี 2559) เนื่องจากเราคำนวณรวมงานโครงการเอพีพีเอสเข้าไปในประมาณการ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานของ SAMTEL) และเนื่องจาก SAMART ถือหุ้น SAMTEL คิดเป็น 70% เราจึงทำการปรับประมาณการรายได้ของ SAMART เพิ่มขึ้นอีก 0.9% เป็น 2.66 หมื่นล้านบาท (สำหรับปี 2558) และเพิ่มขึ้นอีก 2.6% เป็น 2.93 หมื่นล้านบาท (สำหรับปี 2559)

และปรับประมาณการกำไรสุทธิของ SAMART เพิ่มขึ้นอีก 1.2% เป็น 1.65 พันล้านบาท (สำหรับปี 2558) และเพิ่มขึ้นอีก 3.2% เป็น 1.99 พันล้านบาท (สำหรับปี 2559) และเนื่องจากเราปรับราคาเป้าหมายของ SAMTEL เพิ่มขึ้นเป็น 30 บาท (จาก 21 บาท) ส่งผลให้เราปรับราคาเป้าหมายของ SAMART ซึ่งประเมินด้วยวิธี sum-of-its-parts เพิ่มขึ้นเป็น 40 บาท (เพิ่มขึ้นอีก 11%)

มูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ของ SAMTEL มีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/58

เราคาดว่างานประมูลของโครงการภาครัฐมีแนวโน้มที่จะเปิดประมูลมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลกล่าวว่าจะเร่งแผนการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้มากขึ้นและเร็วขึ้น ซึ่งนั่นหมายความรวมถึงงานโครงการเอพีพีเอสที่เพิ่งผ่านการอนุมัติจากทอท.ไปเมื่อเร็วๆ นี้ เราใช้สมมติฐานในเชิงอนุรักษ์นิยมว่ามูลค่างานในมือที่รอรับรู้เป็นรายได้ (project backlog) ของ SAMTEL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 6.9 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 ไปเป็น 1 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 เพิ่มขึ้น 45% YoY เราคาดว่างานโครงการใหม่ที่มีแนวโน้มเซ็นสัญญาในปีนี้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% YoY จาก 5.9 พันล้านบาทในปี 2557 งานโครงการใหญ่ๆ ในปีนี้ได้แก่ งานโครงการระบบวิทยุสื่อสารดิจิตอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเฟสแรก (มูลค่า 3.3 พันล้านบาท) งานโครงการติดตั้งเครือข่ายระบบวิทยุคมนาคมสื่อสารระบบทรั้งค์ของกทม. (มูลค่า 850 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และงานโครงการติดตั้งสายไฟเบอร์ออฟติกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (มูลค่า 2 พันล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาในช่วงครึ่งหลังของปีนี้